บสส.เปิด 2 แนวทาง แหล่งซื้อสินทรัพย์ปีหน้า มาจาก "กรมบังคับคดี-สถาบันการเงิน" หลังจากยอมรับปีหน้า แหล่งซื้อสินทรัพย์มีน้อยลง
นายชูเกียรติ จิตติไมตรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิทย์ หรือ บสส. กล่าวยอมรับว่า ปีหน้าแหล่งที่จะซื้อสินทรัพย์มีน้อยลง หลังจากก่อนหน้านี้แหล่งซื้อของบริษัทส่วนใหญ่จะมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท.
ดังนั้น แหล่งซื้อสินทรัพย์ที่ บสส. มองไว้ จะมีสองแนวทางด้วยกัน โดยแนวทางแรก คือ จะซื้อจากกรมบังคับคดี ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ส่วนสินทรัพย์รายใหญ่ จะอยู่ในกระบวนการล้มละลาย ส่วนแนวทางสุดท้ายคือ จะมาจากสถาบันการเงิน
"บสส. ไม่กังวลว่า จะไปแข่งขันกับสถาบันการเงินที่มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี ที่จะไปซื้อสินทรัพย์แข่งในส่วนของสถาบันการเงิน เพราะเท่าที่สัมผัส เอเอ็มซีของสถาบันการเงินที่บริหารอยู่ไม่ค่อยมีธุรกรรมมากนัก และเอเอ็มซีของแบงก์ส่วนใหญ่ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อป้องกันปัญหาสภาพคล่อง"
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าซื้อสินทรัพย์ โดยใช้เงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บสส.สามารถซื้อสินทรัพย์ได้ในราคาครึ่งหนึ่ง แต่ในช่วงนี้ราคาสินทรัพย์ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 60-70% โดยส่วนใหญ่ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินทรัพย์
"ยอมรับว่าคุณภาพของเอ็นพีแอลปัจจุบันดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าแบงก์ส่วนใหญ่จะโดนคุมเรื่องบีไอเอส จึงรีบบังคับขายสินทรัพย์ออกมา จึงต้องบริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ"
นายชูเกียรติ ยอมรับว่า ราคาที่ดินหลายแห่งที่อยู่ในจุดที่โครงการ 2 ล้านล้าน จะผ่านเข้าไปถึง ส่งผลให้ราคาที่ดินในแหล่งต่างๆ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติ บสส. จะมีการประเมินสินทรัพย์รอบปี ดังนั้นจะไม่ปรับราคาจนกว่าจะมีการประเมินสินทรัพย์ใหม่ โดยปกติราคาสินทรัพย์ของ บสส. ที่ขายออกไป จะต่ำกว่าราคาตลาด 10-15% และราคาส่วนใหญ่จะเหลื่อมกันอยู่แล้ว
ส่วนผลการดำเนินงาน 10 เดือนที่ผ่านมา บสส. ได้ส่งเงินคืนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 13,840 ล้านบาท คิดเป็น 91.82% ของเป้าปีนี้ 15,073 ล้านบาท และสามารถปิดบัญชีและส่งเงินคืนลูกหนี้กลับสู่ระบบเศรษฐกิจได้แล้ว 2,559 ราย โดยเดิมส่วนของพอร์ต บสส. มี 2,130 ราย คิดเป็นมูลค่าทางบัญชี 6,493 ล้านบาท และพอร์ตจาก บสท. 429 ราย คิดเป็นมูลค่าทางบัญชี 13,603 ล้านบาท
ปัจจุบัน บสส. มีสินทรัพย์บริหารจัดการ ณ สิ้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา คงเหลือ 454,728 ล้านบาท แบ่งเป็น สินทรัพย์ หรือ เอ็นพีแอล 429,401 ล้านบาท คิดเป็น 94.4% ส่วนทรัพย์สินรอการขาย หรือ เอ็นพีเอ 25,327 ล้านบาท คิดเป็น 5.6%
"คาดว่าทั้งปีนี้ จะสามารถส่งเงินคืนให้กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่น้อยกว่าเป้าที่ 15,073 ล้านบาท และจะสามารถปิดบัญชีลูกหนี้ โดยส่งคืนสู่ระบบเศรษฐกิจปกติกว่า 3,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 24,000 ล้านบาท"








