วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่ามุมมอง2โบรกเกอร์น้องใหม่

ผ่ามุมมอง2โบรกเกอร์น้องใหม่ ธุรกิจแข่งเดือดไม่มองแค่ค่าต๋ง

ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจหลักทรัพย์ที่เป็นไปอย่างดุเดือด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่แพ้กัน รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี จับกระแสธุรกิจผ่านมุมมอง 2 โบรกเกอร์น้องใหม่ว่ามีความเห็นอย่างไร และที่สำคัญจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดได้ในสนามการแข่งขัน

นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร แอพเพิล เวลธ์ จำกัด ในฐานะบริษัทหลักทรัพย์น้องใหม่ กล่าวว่า แม้ว่าจะอยู่ในวงการธุรกิจหลักทรัพย์มานานกว่า 25 ปี แต่การเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ในปัจจุบันต่างจากอดีตมาก โดยมูลค่าการซื้อขายในอดีตอยู่ที่ประมาณวันละ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ในปัจจุบันปรับขึ้นสูงมากกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้ทุกบริษัทต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้ทันกับทุกสถานการณ์

โดยส่วนตัวเริ่มทำงานในธุรกิจนี้มาตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังใช้วิธีเคาะกระดานในการส่งคำสั่งซื้อขาย จึงพบการแข่งขันมากทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ในปัจจุบันแม้ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่บริษัทก็ไม่กังวลมากนัก เนื่องจากมีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์เข้ามาบริหารจัดการและดูแลเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎกติกาที่เหมาะสมและถูกต้อง

"ผมทำงานในธุรกิจนี้มานานก็เจอการแข่งขันทุกรูปแบบอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะปรับกลยุทธ์ได้ทันหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่าธุรกิจนี้มีการแข่งขันสูงมากขึ้น และมูลค่าเงินในตลาดก็สูงมากขึ้น แต่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต จึงเลือกที่จะลงสนามอีกครั้ง เพราะในปัจจุบันเราจะมีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์คอยดูแลทุกอย่าง จึงไม่มีปัญหามากนัก" นายประสิทธิ์ กล่าว

ประธานกรรมการบริหาร แอพเพิล เวลธ์ กล่าวอีกว่า การที่จะทำให้บริษัทเติบโตท่ามกลางการแข่งขันสูงได้ ตัวผู้เล่นจะต้องมีความพร้อมในทุกด้าน และไม่ลงแข่งในสนามเดียว ต้องมีเปิดกว้างในการลงทุนที่หลากหลายให้สอดคล้องกับตลาดในปัจจุบัน เพราะตลาดในขณะนี้มีการซื้อขายทั้งน้ำมันและทองคำเข้ามาเพิ่มขึ้น ต่างจากในอดีตที่มีแค่หุ้นเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน จึงมั่นใจในการลงสนามครั้งนี้ว่าเราจะไม่เป็นรองใคร

"การลงสนามครั้งนี้ แอพเพิล เวลธ์ พร้อมทุกอย่าง จึงมั่นใจว่าจะไม่เป็นรองใคร ผมอยู่ในวงการนี้มาเกือบ 30 ปี และมีความพร้อม มีไลเซนส์ทุกชนิดที่นักลงทุนต้องการ ผมจึงไม่กลัวที่จะลงแข่งขัน ชื่อผมการันตีความสำเร็จในการลงทุนให้นักลงทุนได้" นายประสิทธิ์ ระบุ

ด้าน นายประพล มิลินทจินดา ประธานกรรมการ บล.เออีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บล.เออีซี ถือเป็นบริษัทหลักทรัพย์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในธุรกิจ แต่บริษัทมั่นใจในความพร้อมของบริษัท และความแตกต่างในการลงทุน เพราะเราจะเน้นธุรกิจวาณิชธนกิจ หรือ Investment Banking อย่างการระดมเงินทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ การบริหารควบรวมกิจการ หรือการเป็นผู้บริหารจัดการธุรกรรมทางการเงินของลูกค้ามากกว่าการอาศัยรายได้จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ Brokerage Fee แบบบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ ที่ทำกัน เพราะเรามองว่ารายได้ตรงจุดนี้ไม่แน่นอน และไม่สามารถผลักดันให้บริษัทเติบโตในระยะยาวได้

"ถ้าเป็น Brokerage บางคนบอกว่าเป็นรายได้หลักของบริษัท แต่ผมมองว่ารายได้ตรงนี้ แค่จ่ายค่าน้ำค่าไฟก็หมดแล้ว แต่ละเดือนก็ต้องนั่งขวนขวายเพื่อหารายได้ส่วนนี้ ซึ่งผมมองว่ามันไม่มั่นคง ธุรกิจหลักทรัพย์ยังเติบโตได้ในวงกว้าง และวาณิชธนกิจจะทำให้เราเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งผมมั่นใจ พอผมหันเล่นเรื่อง วาณิชธนกิจมาก คู่แข่งก็ไม่ค่อยสนใจที่จะมาแข่งด้วยแล้ว เพราะเรามีเป้าหมายหลักคนละจุดกัน" นายประพล กล่าว

นายประพล กล่าวว่า บริษัทมองการเติบโตของธุรกิจวาณิชธนกิจเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อีกมาก จึงเลือกที่จะลงสนามแข่งในจุดนี้ ประกอบกับในอนาคตธุรกิจหลักทรัพย์จะไม่ได้เติบโตแค่ในประเทศไทยแล้ว แต่จะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 เราจึงต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อของบริษัทก็คือ "เออีซี" เมื่อมีการเปิดตลาดให้กว้างทั้งอาเซียน ธุรกิจก็ย่อมเติบโตมากขึ้นด้วย เมื่อเราเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เมื่อมีการเปิดตลาดจริง เราก็รุกขยายตลาดได้ไม่ยาก

"ผมไม่ได้มองว่าผมคือมวยไทย แต่ผมคือ 'ไทยไฟต์' ที่จะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ดังนั้นผมจึงไม่คิดแค่ว่าจะแข่งกับนักมวยในประเทศ แต่ผมต้องเตรียมความพร้อมที่จะแข่งกับนักมวยต่างชาติด้วย ผมจึงไม่สนจะมานั่งดูเรื่องค่าธรรมเนียมการเทรด แต่ผมมองไปไกลถึงธุรกิจที่มันใหญ่ขึ้น และผมยังย้ำเสมอว่าสำหรับผมแค่ค่า Brokerage มันไม่พอค่าน้ำค่าไฟ"

"แต่แม้หลายคนจะกลัวการแข่งขันในธุรกิจหลักทรัพย์ เนื่องจากมีผู้เล่นจำนวนมาก และบริษัทขนาดใหญ่ก็มักจะครองส่วนแบ่งทางการตลาด แต่เมื่อผมไม่ได้สนใจตรงจุดนั้น แต่กลับมองไปอีกธุรกิจหนึ่งที่ผมมั่นใจว่ามันจะสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวได้ ผมจึงไม่กลัวที่จะลงแข่ง แม้ว่าการแข่งขันจะน่ากลัวแค่ไหนก็ตาม" เขากล่าวทิ้งท้าย