ธปท.เผยมาตรการคิวอีกระทบเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าการเมือง เผยการบริโภค-การลงทุนเอกชน พักฐานเร็วและใช้เวลานานกว่าคาด
สถาบันวิจัยตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ จัดงานเสวนาแคปปิตอล มาร์เก็ต รีเสิร์ช ฟอรัม ครั้งที่ 7 เรื่อง "QE และวิกฤติเพดานหนี้สาธารณะ : ภาพลวงและความจริงที่ควรรู้" วานนี้ (15 พ.ย.) โดย นางสาวณชา อนันต์โชติกุล ผู้บริหารทีมกลยุทธ์นโยบายการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการคิวอีกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของไทยน้อย แต่นักลงทุนไทยจะมองเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เกิดการตื่นตระหนก และหากสถานการณ์การเมืองรุนแรงในระดับหนึ่ง จะส่งผลกระทบในตลาดหุ้นมากกว่ามาตรการคิวอี เห็นได้จากช่วงที่มีการประกาศใช้คิวอี 1 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงสวนทาง เพราะมีการปิดสนามบิน
เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน มีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยการบริโภคในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในช่วงพักฐาน เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความชัดเจนของสถานการณ์ภายในประเทศ แม้ ธปท. จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าการบริโภคในประเทศจะพักฐาน หลังจากหมดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การพักฐานเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด และกินเวลายาวกว่าที่มองไว้
"สถานการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญ และกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยมากกว่ามาตรการคิวอี เพราะเป็นสิ่งที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือ และทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยสิ่งที่นักลงทุนกลัวคือความไม่แน่นอน ทำให้เกิดการชะลอการลงทุนออกไป"
คิวอี ส่งผลกระทบไทย 3 ช่องทาง
จากการศึกษา พบว่า มาตรการคิวอี ส่งผลกระทบต่อไทย 3 ช่องทาง คือ 1.การปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ 2.การส่งสัญญาณเรื่องอัตราดอกเบี้ยของตลาดหลักว่าจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน ทำให้เม็ดเงินไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งในเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจ ทำให้เงินไหลเข้า และ 3.อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินดอลลาร์ คงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชีย
"การที่นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ส่งสัญญาณว่าจะใช้คิวอีต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเป็นที่น่าพอใจ ก็ช่วยลดความตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาดเงินได้ ส่วนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออกไม่ได้มาจากความกังวลเรื่องการลดคิวอีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มอ่อนแอในช่วงที่จะมีการลดคิวอี ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาค "
ทั้งนี้ ธปท.ให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะว่ามาตรการคิวอี ได้สร้างความบิดเบือนในตลาดการเงิน สะสมความเปราะบางของตลาดการเงินในต่างประเทศ เพราะดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีต้นทุนการกู้ยืมเงินต่ำมาก ทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงผิดจากความเป็นจริง สำหรับตลาดการเงินในประเทศไทย ธปท.ก็เฝ้าระวัง แม้ยังไม่เห็นสัญญาณ ปัญหา เพราะไม่อยากให้ภาคการเงินไทยสะสมความเปราะบาง
ไทยพาณิชย์ ชี้ คิวอี กระทบน้อย
ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการคิวอีกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทยโดยตรงน้อย จะกระทบในเชิงจิตวิทยามากกว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง มองว่ากระทบตลาดหุ้นในระยะสั้น เพราะนักลงทุนต่างชาติมีความเข้าใจ และเคยชินกับสถานการณ์การเมืองของไทยเป็นอย่างดี
"การชะลอตัวของเศรษฐกิจปีนี้ เกิดขึ้นจากภาคการบริโภคในประเทศมากกว่า โดยมองว่าภาพรวมต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นในปีหน้าและจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า ทั้งนี้ประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโต 4.5% แต่หากไม่มีการลงทุน 2 ล้านล้านบาท การเติบโตจะเหลือ 3.5%"
กสิกรไทยหั่นจีดีพี ครั้งที่ 4
ขณะที่วานนี้ ธนาคารกสิกรไทย จัดงานสัมมนา Meet The Expert โดยนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปี 2557 น่าจะเติบโต 3% เป็นผลมาจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป และจีน ที่เริ่มมีทิศทางดีขึ้น
"เศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนว่า เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังคงเสี่ยงในเรื่องเพดานหนี้ ขณะที่มาตรการคิวอีของสหรัฐ ก็ถูกคาดการณ์ว่า จะเริ่มลดลงช่วงต้นปีหน้า ขณะที่ยุโรปยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ท่ามกลางปัญหาการว่างงานในระดับสูง เงินเฟ้อในระดับต่ำ แต่ยังถือว่าเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่อยู่"
ขณะที่เศรษฐกิจไทย ยังคงมีความเสี่ยงในหลายด้าน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อาจปรับการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจใหม่เป็นครั้งที่ 4 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% อาจปรับเหลือ 3.5% ซึ่งต้องรอความชัดเจนอีกครั้งในการประกาศตัวเลขจีดีพีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ โดยปัจจัยที่จะทำให้มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ คือ ตัวเลขการส่งออก ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.5 %
อีกทั้งยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองเข้ามากระทบ หากสถานการณ์ไม่มีความรุนแรง คาดว่าจะกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.1 % แต่หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจส่งผลให้กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประมาณ 0.5 %
ชี้ภาครัฐลงทุนปี 2557 แค่ 5 หมื่นล้าน
สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีหน้า มองว่า จะเติบโต 4.5% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น โดยมองการส่งออกน่าจะเติบโต 5% ขณะที่การลงทุนของภาครัฐบาล ยังคงไม่ให้น้ำหนักมากนัก เพราะอาจประสบปัญหาความล่าช้าในการดำเนินโครงการ โดยนำการลงทุนภาครัฐใส่ในตัวเลขประมาณการจีดีพี 5 หมื่นล้านบาท
ส่วน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย เปิดเผยในการเสวนา หัวข้อ มองเศรษฐกิจแบบเซียน ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีหน้า จะเติบโตในระดับ 3% ซึ่งถือว่าไม่เยอะ ทำให้เอกชนต้องมาดูว่าจะรับมืออย่างไร
สำหรับการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว เพราะการส่งออกไปยังหลายประเทศลดลง จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้เอกชนควรตั้งรับด้วยการพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น และลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้การส่งออกมีมูลค่าสูงขึ้น
"ผมมองว่า ข้อได้เปรียบของเอกชนไทย คือมีสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการในทุกระดับ รวมทั้งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แต่ปัญหาสำคัญของเอกชนไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ไม่มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง ทำให้สถาบันการเงินกล้าที่จะปล่อยกู้ และทำให้เอสเอ็มอีต้องหันไปกู้เงินนอกระบบ ที่มีต้นทุนทางการเงินที่สูงมาก"
อีกทั้ง เอสเอ็มอี ยังไม่กล้าที่จะไปบุกตลาดต่างประเทศ เพราะมีความคุ้นเคยและคุ้นชินที่จะอยู่ในประเทศ การออกไปหาลูกค้าต่างประเทศจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการรู้จักตลาดมากขึ้น เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น หากแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเอสเอเอ็มอีได้ในอนาคต
คาดอสังหาฯ ราคาปรับขึ้น 5-7%
นายณรงค์ เจียรวนนท์ กรรมการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนสินค้าในท้องตลาดมีมากกว่าความต้องการของผู้บริโภคมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องหาวิธีการสร้างข้อแตกต่างของสินค้าตนเอง และสินค้าในตลาดมากขึ้น โดยผู้ประกอบการต้องสร้างสินค้าที่มีความต้องการในรูปแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีความหลากหลาย การทำรูปแบบดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าของตนมีความแตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตัวเองได้
สำหรับตลาดต่างประเทศ กลุ่มซีพีมองว่า ประเทศจีนมีความน่าสนใจมากในการลงทุน แม้จะมีภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่เป็นการชะลอเพื่อก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยิ่งมีความน่าสนใจ เพราะปัจจุบันประชากรชาวจีนนั้น มีจำนวนมาก มีรายได้ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในไทย ยังคงเติบโตได้ในระดับที่ดี โดยมองการเติบโตหลังจากนี้ จะเติบโต 5-7% ใน 3 ปีข้างหน้า อีกทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ในระดับที่ 5-7% ต่อปีเช่นกัน
"สิ่งที่ต้องการแนะนำผู้ประกอบการ คือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญมาก ลูกค้าในแต่ละระดับมีความต้องการหลากหลาย ไม่เหมือนกัน การที่ตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มนั้นๆ โดยเฉพาะ เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะทำ เพราะจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้"









