วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'ย้ำลงทุนเงินกู้2ล้านล้านคุ้มค่า

รมว.คลังระบุโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท คุ้มค่าต่อการลงทุน และไทยได้ประโยชน์มหาศาล

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการ ปฐกถาพิเศษในการจัดงานเสวนา สร้างอนาคตไทย 2020 ถึงโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีการลงทุนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานมานานมาก โดยล่าสุดที่มีการลงทุนคือในสมัยของ สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในการลงทุนก่อสร้างท่าเรือแหลม และสามารถสร้างประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน หรือโครงการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรองรับอากาศยานจากทั่วโลกสมัยพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว และการคมนาคม ได้อย่างมหาศาล อีกทั้งในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาแล้วจะมีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 25ตามมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงทุนด้านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงจำเป็นจะต้องมีการผลักดันการพัฒนา ด้วยการจัดทำร่างพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นการลงทุน เพื่อพัฒนาให้เหมาะสมกับความเจริญของเมือง

นอกจากนี้โครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 7 ปี ทางรัฐบาลจึงได้มีการคาดการณ์ GDP ว่าจะโตได้ถึง 150 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหมายความว่า รัฐบาลลงทุนเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้น ส่วนการที่หลายฝ่ายมองว่า ทำไมถึงไม่ใช้งบประมาณประจำปีในการดำเนินโครงการ พบว่า แต่ละโครงการจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง และต้องมีความต่อเนื่องในการดำเนินการ อีกทั้งงบประมาณประจำปีจะต้องมีการจัดส่วนแบ่งให้กับแต่ละจังหวัดในการพัฒนาพื้นที่ รวมทั้งเรื่องของการกู้เงินลงทุน นั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

นายกิตติ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลถึงตัวเลขวงเงินกู้ 2ล้านล้านบาท ว่าเป็นตัวเลขที่สูง นั้น ความเป็นจริงหากมีการพิจารณาขนาดเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุน จะพบว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี GPP สูงกว่า 12 ล้านล้านบาทแล้ว และหากแต่ละโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ ประเทศไทยก็จะได้ทุนคืนอย่างแน่นอน และถือเป็นการลงทุนที่คุมค่า และได้ประโยชน์อย่างมหาศาล รวมทั้งสามารถย่นระยะเวลาในการเดินทาง การขนส่งสินค้า ไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน สร้างมูลค่าด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนค่าขนส่งได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพิงการขนส่งสินค้าทางถนน ซึ่งมีต้นทุนสูง

อย่างไรก็ตาม ยังยืนยัน ว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีประโยชน์ในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ และทุกกระบวนการดำเนินการจะอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุม ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยหลังจากนี้ทางรัฐบาลจะต้องเดินหน้าในการศึกษาเส้นทางที่เหมาะสม และทำประชาพิจารณ ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ได้มาตรฐานเพื่อให้เกิดความสมดุลต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ