วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองป่วน!ปัจจัยหลักทุบตลาดเงิน-หุ้น

นักวิเคราะห์บอกเป็นเสียงเดียวกัน การเมืองป่วน! ปัจจัยเสี่ยง "หลัก" ทุบ "ตลาดเงิน-หุ้น"

นางแทน เซียว เมง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่าเอชเอสบีซียังคงติดตามสถานการณ์การเมืองไทยที่เกิดขึ้นขณะนี้อย่างใกล้ชิด โดยการเมืองได้สร้างความกังวลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติในไทย ซึ่งสถานการณ์การเมืองยังคงเกิดขึ้นอีกระยะหนึ่ง และเป็นเรื่องไม่สามารถคาดเดาได้

หากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ยังลากยาวแบบข้ามปี จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร นางเมง มองว่า เอชเอสบีซีได้ปรับลดจีดีพีไทยเหลือ 2.8% ปีนี้ จากเดิม 5%ถือว่าให้ต่ำมาก และพิจารณาอย่างรอบคอบระมัดระวังมากแล้ว และยังต่ำกว่าคนส่วนใหญ่ให้ 4.3% ปีนี้แล้ว

"ทุกคนที่มีธุรกิจอยู่ในเมืองไทย ต่างจับตาเฝ้าตามดูสถานการณ์การเมืองในไทยอย่างใกล้ชิด ชัดเจนว่า พวกเขามองการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญนอกเหนือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไทยไม่ต่างจากประเทศอื่น เพราะสื่อต่างชาติก็มีการรายงานข่าวต่อเนื่องในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความตื่นกลัวเรื่องนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน และแน่นอนว่าทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น"

นางเมง หวังให้การเมืองไทยกลับมามีเสถียรภาพ และการประท้วงเกิดขึ้นตามท้องถนนไม่อยู่ในสภาพแย่หรือเลวร้ายลง และมองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทั้งภูมิภาคอาเซียนว่าจีนจะขยายตัวต่อเนื่องหรือไม่ช่วง 6-18 เดือนข้างหน้า หากจีนกลับมาขยายตัวได้อีกจะเป็นผลดีต่อไทยอย่างมากในระยะกลางถึงยาว

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารเอชเอสบีซี จะมองส่งออกไทยปีนี้ติดลบถึง 2.5% แต่ถ้าหากการส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งบวก โดยปีหน้าส่งออกโต 3.2% และปี 2558 โต 9.5% อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของไทยที่เป็นศูนย์กลางช่วยเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน และโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าส่งผลช่วยจีดีพีไทยขยายตัว 4.4% ตามที่เอชเอสบีซีคาดไว้ได้

ส่วนกรณีที่เอชเอสบีซีได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ลงเหลือ 2.8% จากเดิมให้ไว้ 5% ด้วยเหตุผลที่ข้อมูลทางเศรษฐกิจจีดีพีไตรมาส 1 และ 2 ออกมาค่อนข้างอ่อนแอ เป็นการถดถอยทางเทคนิค ผสมกับการส่งออกเติบโตอ่อนแอ ซึ่งไม่ใช่เป็นผลมาจากภายในประเทศทั้งหมด แต่เป็นผลกระทบมาจากตลาดโลกด้วย

"เศรษฐกิจไทยขยายตัวอ่อนแอช่วงปีนี้ เพราะตลาดโลกยังมีปัญหา จากข่าวความกังวลการเติบโตของจีน การลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน หรือ คิวอี ดังนั้นผลกระทบเกิดกับเศรษฐกิจไทยเป็นปัจจัยผสมผสานในต่างประเทศ มากว่าเป็นเพราะปัจจัยในประเทศ"

ชี้3ปัจจัยหนุนศก.ไทยโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้นางเมง กล่าวว่า จากที่ต้นปีนี้ เอชเอสบีซีคาดการณ์จีดีพีไทยไว้ที่ประมาณ 5% แต่เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจจีดีพีไตรมาส1และ2 ทำให้ธนาคารทบทวนปรับจีดีพีไทยปีนี้ลงเหลือ 2.8% แต่ปีหน้าให้ไว้ 4.4%

นางเมง กล่าวว่าการมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้าและปีถัดๆไปสดใส เนื่องจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ปัจจัยแรกไทยมีอุปสงค์ในประเทศแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากจำนวนประชากรมากเกือบ 70 ล้านคน

ไทยเป็นศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยิ่งทำให้ไทยเป็นตลาดดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามา นอกจากนี้มีเรื่องภาคการผลิตของไทยที่สำคัญทำได้ดีมาก จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัว

ส่วนปัจจัยที่สองเป็นเรื่องของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ที่สามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตของประเทศช่วง 6-12 เดือนข้างหน้าได้หากการลงทุนเกิดขึ้นได้จริง แต่ถ้าโครงการลงทุนพื้นฐานนี้ล่าช้าออกไป แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในปีนี้และปีถัดไปได้

ปัจจัยสุดท้ายคือมีบริษัทไทยจำนวนเพิ่มมากขึ้นมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและอยากไปลงทุนขยายธุรกิจนอกประเทศและนอกภูมิภาค ซึ่งในที่สุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของไทยได้

นิด้าชี้การเมืองเป็นความเสี่ยงหลัก

นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยระยะสั้น ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่จำนวนมาก ทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ โดยภายในประเทศ แม้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม จะถูกถอนออกไปแล้ว แต่ตลาดยังคงรอดูว่า ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไรต่อคำร้องการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

"ปัจจัยในประเทศ การเมืองยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แม้บางเรื่องจะคลี่คลายลงไปแล้ว เช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ตลาดยังรอดูการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว. ว่าจะขัดหรือไม่ขัด ทำให้ความคลุมเครือและประเด็นความเสี่ยงยังมีอยู่" นายกำพล กล่าว

ปัจจุบันหุ้นไทยมีอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ที่ 15.7 เท่า หากเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคซึ่งเฉลี่ยที่ 17 เท่า อาจมองว่าหุ้นไทยมีราคาถูก แต่ถ้าดูความน่าสนใจแล้ว อาจมีน้อยกว่า เพราะมีความเสี่ยงจากการเมืองในประเทศอยู่ โดยถ้าดูการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติช่วง 10 วันที่ผ่านมา มียอดขายสุทธิประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และหากดูรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ เรื่องการลดการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาดู โดยล่าสุด นางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า การลดคิวอีอาจจะไม่เกิดในปีนี้ ทำให้นักลงทุนมองกันว่า มาตรการคิวอี หากจะมีการลดอย่างเร็วสุดก็คงเป็นในช่วงเดือนมี.ค.ปีหน้า

ตลาดหุ้นฟื้นตามดาวโจนส์และเพื่อนบ้านปรับขึ้น 10 จุด หลังสถานการณ์การเมืองเริ่มนิ่ง รวมทั้งคาดหวังสหรัฐคงมาตรการคิวอีต่อไป

นักลงทุนยังไม่ไว้ใจสถานการณ์

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มนิ่งขึ้น หลังวุฒิสภาไม่รับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทำให้สถานการณ์การเมืองส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยน้อยลง แม้ว่าจะมีการชุมนุมอยู่ นักลงทุนยังไม่ไว้ใจในสถานการณ์ และยังคงติดตามดูข้อมูล เห็นได้จากดัชนีที่ยังไม่ไปไหน

สำหรับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ บางส่วนอาจจะมาจากความกังวลสถานการณ์ทางการเมือง แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ค่อยดี ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงปลายปีอยู่แล้ว จึงเห็นได้ว่าแรงขายต่างชาติไม่ได้มาจากปัญหาทางการเมืองเพียงปัจจัยเดียว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (14 พ.ย.) ปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวขึ้นกัน เนื่องจากมีความคาดหวังว่าสหรัฐ น่าจะขยายเวลาการใช้มาตรการคิวอีต่อไป หรือลดการใช้คิวอีให้ช้าลง ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอยู่