วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดฯมองคิวอีกระทบหุ้นแรงกว่าการเมือง

ตลาดฯมองคิวอีกระทบหุ้นแรงกว่าการเมือง คาดเงินทุนต่างชาติเข้า-ออกผันผวน เงินร้อนน่าจะไหลออกหมดแล้ว 10 เดือนแรกขาย 1 แสนล้านบาท

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การไหลเข้าออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนมาก จะเห็นต่างชาติจะซื้อสุทธิสลับขายทำกำไรต่อไปอีกสักระยะ แต่เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่ขายต่อเนื่อง เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยยังดี รวมถึงช่วง 10 เดือนของปีนี้ มียอดขายสุทธิแล้ว 1.05 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วง 1 ปีก่อนที่มีเงินไหลเข้า 1 แสนล้านบาท จึงเชื่อว่าเงินที่ไหลเข้าและออกเร็วไม่ได้อยู่ในไทยแล้ว ทำให้เงินที่อยู่ในไทยขณะนี้ไม่ใช่เงินร้อน หรือ ฮอตมันนี่

"ยอมรับว่าการขายสุทธิของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยในระดับแสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่น่าห่วง ซึ่งน่าเป็นผลจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเปิด ทำให้ขายง่ายและเข้าซื้อได้ง่าย รวมถึงมีสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติมาก ดังนั้น เมื่อเงินมีการไหลออกก็มีผลต่อตลาด ประกอบกับนักลงทุนมีความกังวลเรื่องการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ของสหรัฐ แต่เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุน เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยยังดี เช่น เงินเฟ้อต่ำ เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย และอินเดีย"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 1-12 พ.ย.2556 นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่มียอดซื้อ 1.67 พันล้านบาท อาจเป็นผลจากความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน แต่เชื่อว่าการเมืองจะมีผลกระทบน้อยกว่าปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับลดมาตรการคิวอี เนื่องจากที่ผ่านมาต่างชาติรับความเสี่ยงเรื่องการเมืองไปพอสมควรแล้ว เห็นได้จากในปี 53 ซึ่งมีการประท้วงทางการเมืองจนทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงไปถึง 10% แต่การชุมนุมในรอบนี้ดัชนีกลับปรับลดลงไม่มาก

"ตราบใดที่การประท้วงทางการเมืองในประเทศยังอยู่ในวงจำกัด ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ย่อมไม่กระทบกับดัชนีหุ้นไทย แต่หากมีผลกระทบกับเศรษฐกิจก็จะกระทบกับตลาดหุ้นด้วย ดังนั้น ถือว่าความเสี่ยงทางการเมืองมีผลน้อยกว่าต่างประเทศ โดยเฉพาะการลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ ซึ่งจับตาว่าเฟดจะทยอยยกเลิกคิวอีในช่วงใด จะเป็นช่วงต้นปีหรือกลางปีเพราะจะมีผลโดยตรงต่อเงินทุนต่างชาติ และมองว่าหากหมดมาตรการคิวอีต่างชาติน่าจะกลับเข้ามาลงทุนในไทย แต่ช่วงนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนก่อน"

สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนต.ค. 2556 ผลของมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องการแก้ปัญหาภาระหนี้การคลังและการปรับนโยบายการเงิน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในเอเชียรวมถึงไทยปรับตัวสูงขึ้น แต่ ในช่วงปลายเดือน ตลาดทุนไทยได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากปัญหาการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,442.88 จุด ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 4.32% จากเดือนก่อนหน้า

มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ที่ 12.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.26% จากเดือนก่อนหน้า มาร์เก็ตแคปของตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) อยู่ที่ 1.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.42% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดเอ็มเอไอ อยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 15.91% จากเดือนก่อนหน้า

ด้านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 6.3 หมื่น สัญญา ลดลง 3.47% จากเดือนก่อนหน้า

ในส่วนของคาดการณ์ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (ฟอร์เวิร์ดพีอี) อยู่ที่ 14.6 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 13.80 เท่าในเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ซึ่งอยู่ที่ 13.86 เท่า สำหรับตลาดเอ็มเอไอ อยู่ที่ 19.36 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 17.08 เท่าในเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 3.03% และเอ็ม เอ ไอ อยู่ที่ 1.58%

ด้านการระดมทุน บริษัทจดทะเบียน มีการระดมทุนรวม 4.4 พันล้านบาท แยกเป็นการระดมทุนในตลาดแรก 342 ล้านบาท และระดมทุนตลาดรอง 4.07 พันล้านบาท ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2556 มีมูลค่าการระดมทุนสะสมทั้งสิ้น 2.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าจากปีก่อนหน้า