วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอสพีซีจีส่อพับแผนออกกองอินฟรา

เอสพีซีจีอาจล้มแผนออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เหตุต้นทุนการออกกองทุนสูงกว่าดอกเบี้ยกู้แบงก์ เร่งหาแผนปรับโครงสร้างการเงินใหม่ในไตรมาส 1ปีหน้า

นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ผู้ดำเนินธุรกิจโครงการการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบโซลาร์ ฟาร์มและโซลาร์รูฟ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน เพื่อลดต้นทุนการเงิน และเพื่อให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ตามเงื่อนไขของธนาคารที่ให้การสนับสนุนโครงการโซลาร์ฟาร์ม

ทั้งนี้ เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาการออกและเสนอขายหุ้นกู้ การออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง และการออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม เบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปไตรมาส 1/2557 ส่วนสาเหตุทีต้องปรับโครงสร้างการเงิน เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงถึง 4 เท่า จากโครงการโปรเจกไฟแนนซ์ และเงินกู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นทุนดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์ม 36 โครงการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนทางการเงินประมาณ 5%

นางสาววันดีกล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน SPCGIF ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการลดต้นทุนทางการเงิน เพราะบริษัทมีแผนจะนำเงินจากกรจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ไปชำระคืนเงินต้นโครงการโปรเจกไฟแนนซ์ของโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ 10-16 และชำระคืนเงินกู้ส่วนทุน อย่างไรก็ตาม พิจารณาแล้วพบว่าต้นทุนทางการเงินของการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวอยู่ที่ 7-8% ขณะที่ต้นทุนการเงินของเงินกู้และโปรเจกไฟแนนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 5%

"เรื่องกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของสำนักงานก.ล.ต.ด้วย เพราะสินทรัพย์คือโซลาร์ฟาร์มที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และบริษัทเองก็ต้องพิจารณาด้วยเพราะต้องการนำเงินมาชำระคืนเงินกู้ แต่ดูต้นทุนทางการเงินแล้วพบว่าการออกกองทุนมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของเงินกู้เดิม ก็อาจจะต้องคิดใหม่อีกที"

นางสาววันดีกล่าวอีกว่า แนวโน้มรายได้รวมปี 2556 จะต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.5-2.6 พันล้านบาท คาดว่าจะปีนี้รายได้รวมจะอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท เนื่องจากโครงการโซลาร์ฟาร์มจำหน่ายไฟล่าช้า จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายไฟได้ 36 โครงการในปีนี้ เหลือเพียงแค่ 30 โครงการเท่านั้น เนื่องจากมีความล่าช้าในเรื่องการขอใบอนุญาตและการหาที่ดินในการก่อสร้าง ส่วนรายได้รวมปี 2557 คาดการณ์ไว้ที่ 5 พันล้านบาท แต่หากรัฐบาลมีแผนเพิ่มปริมาณโซลาร์รูฟอีกในปี 2557 ก็จะทำให้รายได้ของบริษัทมีโอกาสสูงกว่าที่คาดไว้

ในปี 2557 บริษัทจะเริ่มรุกธุรกิจโซลาร์รูฟให้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการร่วมดำเนินธุรกิจโซลาร์รูฟ รวมถึงให้บริการออกแบบทางวิศวกรรมและก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจรในซาอุดีอาระเบีย คาดว่าจะเข้าไปดำเนินธุรกิจได้เร็วๆ นี้ ส่วนอินเดียและพม่า ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาด้านกฎหมาย แต่สนใจเข้าไปทำธุรกิจเช่นกัน