วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กลุ่มอินทัช'ไตรมาส3กำไรหด

กลุ่มอินทัช รายงานกำไรงวด 9 เดือน ปรับขึ้น 6% ส่วนไตรมาส 3 ปีนี้ลดลง 0.75% เหตุรับรู้กำไร-รายได้บริษัทลูกมากขึ้นขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น

จากการรวบรวมข้อมูลกลุ่มบริษัทอินทัช ประกอบด้วย บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ไทยคม (THACOM) และบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) รายงานผลกำไรงวด 9 เดือนปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.72% จากงวดเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 39,753.43 ล้านบาท จาก 37,249.60 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3 ปีนี้ กำไรลดลง 0.75% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไร 12,154.69 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 12,246.17 ล้านบาท ลดลง 0.75%

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) กล่าวว่า งบการเงินรวมไตรมาส 3 ปีนี้ กลุ่มอินทัช มีรายได้รวม 6,111 ล้านบาท มีกำไร 3,388 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปีนี้ มีรายได้ 18,257 ล้านบาท และมีกำไร 11,089 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียในเอไอเอส ซึ่งเป็นบริษัทร่วม และเป็นบริษัทหลักในการดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายในประเทศของกลุ่มอินทัช โดยมีส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในเอไอเอส

กลุ่มอินทัช ไตรมาส 3 ปีนี้ มีกำไรลดลงจากไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปี 2555 ส่วนใหญ่เป็นผลจากต้นทุนขาย และต้นทุนการให้บริการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย และการให้บริการ รวมถึงการลดลงของส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุน ตามวิธีส่วนได้เสียในเอไอเอส ส่วนไตรมาส 3 และไตรมาส 2 ปีนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่งผลให้กลุ่มอินทัชมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

"งวด 9 เดือนปีนี้ เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้การขาย และการให้บริการธุรกิจดาวเทียม ธุรกิจสื่อและโฆษณา และส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียในเอไอเอส กับต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของรายได้" นายสมประสงค์ กล่าว

ไทยคมไตรมาส 3 กำไรดีขึ้น

ส่วน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยคม ผู้ให้บริการดาวเทียมรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า บริษัท มีผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยไทยคมจะยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยไทยคมสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับซีเนอร์โทน ในการให้บริการไอพีสตาร์ในจีนแล้ว ซึ่งจะรับรู้รายได้ไตรมาส 4

อีกทั้งการให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความต้องการใช้ช่องสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้น ไทยคมได้จัดหาดาวเทียมมาให้บริการชั่วคราว ก่อนการส่งดาวเทียมไทยคม 6 ซึ่งดาวเทียมดังกล่าว เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ช่องสัญญาณของลูกค้าได้รวดเร็ว และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยเป็นบริการที่อยู่ในช่วงส่งผ่านไปสู่การใช้งานดาวเทียมไทยคม 6 เต็มรูปแบบ โดยกำหนดส่งขึ้นสู่วงโคจรในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ของไทย

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือไทยคม บริการอินเทอร์เน็ตและสื่อ โดยบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ มีกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปีนี้ 105 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตและบริการไอซีที ด้านบริษัทลาวโทรคมนาคม ผู้ให้บริการโทรศัพท์ในลาว ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 45% ของตลาดรวม

ฟิทช์ห่วงธุรกิจโทรมือถือแข่งขัน

ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับชั้นนำของยุโรป ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมสื่อสารไทย ระบุว่า กฎระเบียบและนโยบายของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยพัฒนาดีขึ้น หลังจากการออกใบอนุญาตสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ส่งผลให้ฟิทช์ปรับเพิ่มเครดิตผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่สุดสองรายของไทย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) หรือ ดีแทค

การแข่งขันที่คาดว่าจะสูงขึ้น และกระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow) ที่คาดว่าจะเป็นลบ จะยังคงเป็นปัจจัยลบต่อผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในช่วงการย้ายการดำเนินธุรกิจไปยังระบบใบอนุญาต

ทั้งนี้ เมื่อ 28 ต.ค. 2556 ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศของ บริษัท แอดวานซ์ ฯ และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค หรือ AWN ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ แอดวานซ์ ซึ่งให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี เป็น ‘AA+’ จาก ‘AA’ อันดับเครดิตภายในประเทศของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เป็น ‘AA’ จาก ‘A+’ และอันดับเครดิตสากลของดีแทค เป็น ‘BBB’ จาก ‘BBB-’

ส่วนสาเหตุการปรับเพิ่มเครดิต ฟิทช์อธิบายว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและนโยบายของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยได้ปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้จัดการประมูลใบอนุญาต 3จี ในเดือนต.ค. 2555 ซึ่งฟิทช์ได้ปรับเปลี่ยนแนวโน้มเครดิตเอไอเอสและดีแทคเป็นบวก ในเดือนต.ค. 2555 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเครดิตดังกล่าวมีโอกาสจะปรับเพิ่ม และการปรับเพิ่มเครดิตในเดือนต.ค. 2556 แสดงให้เห็นว่าประโยชน์จากใบอนุญาต 3G ต่อผู้ประกอบการชัดเจนมากพอ สำหรับอันดับเครดิตสูงขึ้น

แม้ว่าภาวะแวดล้อมของอุตสาหกรรมไทยจะปรับตัวดีขึ้น ฟิทช์มองว่า จะยังคงการแข่งขันรุนแรง เนื่องการย้ายการดำเนินงานและฐานลูกค้า ไปยังระบบใบอนุญาตของผู้ประกอบการน่าจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว และฟิทช์คาดว่าจะมีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น

โดยการแข่งขันน่าจะรุนแรงสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่าง ผู้ประกอบการน่าจะมีการเสนอโปรโมชั่นที่ดึงดูดลูกค้า เช่น การลดราคาค่าบริการและราคาเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเร่งรัดการโอนย้ายไปยังระบบใบอนุญาต ซึ่งอาจส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น และส่งผลให้อัตราส่วนกำไรของผู้ประกอบการลดลง นอกจากนี้การลงทุนเพื่อก่อสร้างเครือข่ายโทรศัพท์ 3จี ที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดสุทธิติดลบช่วง 2 ปีข้างหน้า และส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้น

สามารถ ชูทีวีดิจิทัลไฮไลต์ปี 2557

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปี 2557 ธุรกิจทีวีดิจิทัล จะสร้างรายได้ให้บริษัท ซึ่งบริษัทเตรียมทีมงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ โดยเป็นผู้ประกอบการรายแรกของประเทศ ที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการวางจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งเริ่มวางขายตั้งแต่วันนี้ (14 พ.ย.) ผ่านช่องตัวแทนจำหน่ายของไอ-โมบาย และห้างสรรพสินค้า

ปีหน้าการขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล จะเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัท เพราะคนไทยทั้ง 22 ล้านครัวเรือนในประเทศ ต้องเปลี่ยนและติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณดังกล่าวภายใน 5 ปี คาดจะขายกล่องรับสัญญาณรุ่นสตรอง ได้ 2 แสนกล่อง ในสิ้นปี และจะขายกล่องรับสัญญาณร่วมกับรุ่นอื่นๆ ที่จะตามมาได้ราว 18 ล้านกล่อง ภายใน 4 ปี ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจนี้ 4 หมื่นล้านบาท ใน 3-4 ปี

รายได้พลาดเป้า 6 พันล้าน

ส่วนรายได้รวมกลุ่มปีนี้ จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 45% จากปีก่อน จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ทั้งเป็นระบบ 3จี เฟส 1 และเฟส 2 จาก บมจ.ทีโอที และทีวีดิจิทัล และการตื่นตัวในการใช้ไอที มาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ยังคงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่กลุ่มบริษัทต่อเนื่อง

"แม้การเมืองยังไม่นิ่ง ยอมรับอาจจะกระทบต่อยอดขายบ้าง เพราะเรากระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ธุรกิจ ภาพรวมรายได้ไตรมาสสุดท้ายน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง เป้ารายได้คาดอยู่ที่ 23,000-24,000 ล้านบาท จากเดิมคาดจะรับรู้รายได้จาก 3จี เฟส 2 ราว 6,000 ล้านบาท แต่บอร์ดทีโอทีเลื่อนดำเนินการเป็นปีหน้า"

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานกลุ่มสามารถ ไตรมาส 3 ปีนี้มีรายได้รวม 5,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% มีกำไรสุทธิ 393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยสายธุรกิจไอซีที โซลูชั่น มีรายได้ 2,605 ล้านบาท กำไรสุทธิ 224 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย