วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาคธุรกิจวอนยุติชุมนุม-หนุนเจรจา

หอการค้าไทย-ส.อ.ท.ประกาศยุติการคัดค้านนิรโทษ พอใจท่าทีรัฐบาล เรียกร้องยุติชุมนุม หวั่นรุนแรงกระทบเศรษฐกิจ หนุนเจรจา

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดแถลงข่าวถึงจุดยืนของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์การชุมนุมเพื่อค้ดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและบานปลาย วานนี้ (12 พ.ย.) ว่าทั้งสององค์กรมีความกังวลต่อสถานการณ์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการชุมนุม เปิดเวทีเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก ไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ บานปลาย เกิดความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งธุรกิจการค้า ความเชื่อมั่นการลงทุน และการท่องเที่ยว

นายอิสระ กล่าวว่าปัจจุบันไทยกำลังประสบภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสามไตรมาสที่ผ่านมาที่เติบโต เพียง 0.05% ส่วนการส่งออกทั้งปีจะเติบโตที่ 1% ส่วนการลงทุนภาครัฐภายใต้โครงการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและโลจิสติกส์ 2.2 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคก็ลดน้อยลง จึงยังเหลือเพียงการท่องเที่ยว ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบ หากมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ

"การคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อแสดงจุดยืนว่าเรายึดมั่นต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ในส่วนของสององค์กรถือว่ายุติแล้ว เพราะบรรลุวัตถุประสงค์ จากการที่รัฐบาลลงสัตยาบันว่าจะไม่หยิบยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาในสภาฯอีก โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการเผชิญหน้าและการท้าทายซึ่งกันและกัน ไม่ใช้ความรุนแรง จะนำไปสู่ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความเชื่อมั่น ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกคนในชาติ ในระยะยาว และยากแก่การเยียวยา" นายอิสระ กล่าว

นายอิสระ กล่าวว่า ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ภาคธุรกิจให้ความร่วมมือเรื่องของอารยะขัดขืนด้วยการ ประกาศหยุดงาน 3 วัน การชะลอการจ่ายภาษี เป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะปฏิบัติตามได้ ยังไม่ได้มีการหารือกัน มองว่ามาตรการการหยุดหรือชะลอการจ่ายภาษี อาจจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย

ต่อมุมมองของบางกระแสที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อเป็นทางออกของปัญหานั้น นายอิสระ กล่าวว่า การยุบสภาจะทำให้เสียเวลาในการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในช่วงขาลงจำเป็นต้องการนโยบายที่ต่อเนื่อง จึงไม่ต้องการให้เกิดภาวะการชะงักงัน โดยเฉพาะการเดินหน้านโยบายลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและโลจิสติกส์ 2.2 ล้านล้านบาท ที่มีความจำเป็นต้องผลักดัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพียงแต่ต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่หอการค้าเป็นห่วงมากที่สุด คือ การชุมนุมที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ จึงไม่เหมาะสมที่จะทำลายบรรยากาศการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น หลังจากที่ทิศทางของรัฐบาลได้ออกมารับประกาศรับปากและลงนามสัตยาบันต่อประชาชนแล้วก็ต้องรับฟัง และให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงาน พร้อมกับคอยจับตาดูการกระทำของรัฐบาลไปอีกใน 180 วัน อย่างไรก็ตามหอการค้าไทยไม่มีสิทธิห้ามการชุมนุมเคลื่อนไหว แต่ไม่ต้องการให้กิจกรรมนั้นขยายวงกว้าง และรุนแรง จนทำลายบรรยากาศการลงทุน

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ยืนยันว่า จะยังคงจุดยืนต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่อไป หากรัฐบาลนำกลับมาพิจารณาใหม่ก็พร้อมดึงเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นแนวร่วมต่อต้านต่อไปในทุกรูปแบบ

ส.อ.ท.ไม่เอาอารยะขัดขืนหยุดงาน-ชะลอจ่ายภาษี

เช่นเดียวกับ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิก ส.อ.ท. มีความเห็นตรงกันว่า กรณีการนัดหยุดงานระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย. เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญจะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อสายตาชาวโลกได้

ส่วนกรณีที่ให้ภาคเอกชนชะลอการชำระภาษีนั้น ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ส.อ.ท. เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ส่งเสริมการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งการชำระภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี ทุกคนจึงต้องเสียภาษี หากไม่เสียภาษีจะเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง และขณะนี้ภาคเอกชนมองว่า ปัญหาการชุมนุม ฯ น่าจะจบลงได้แล้ว เพราะว่าการต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขั้นตอนในรัฐสภาได้ถูกยับยั้งไปแล้วเหลือเพียงส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเท่านั้น จึงอยากเห็นความสงบ และหันหน้ามาช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ส.อ.ท. ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าขยายตัว 4% แต่หากชุมนุมยืดเยื้อต่อไป คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณใกล้ๆ 3.5% ขณะที่ในปีหน้า ยังขยายตัวที่ 5% แต่หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไป จะมีการประเมินผลกระทบอีกครั้งหนึ่ง

องค์กรต้านคอร์รัปชันถกประเมินสถานการณ์

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันกำลังประเมินสถานการณ์เพื่อกำหนดจุดยืนในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่อหลังจากนี้ ซึ่งจะต้องหารือกันภายในองค์กรเพื่อให้มั่นใจก่อนประกาศท่าทีออกมา และอาจต้องหารือกับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน 47 องค์กร แต่ยังยืนยันว่าต้องไม่มีการยกเว้นความผิดให้กับคดีคอร์รัปชัน

นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การกำหนดจุดยืนหลังจากนี้ต้องประเมินสถานการณ์การให้รอบคอบ โดยดูการเคลื่อนไหวของประชาชน สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจ ซึ่งต้องดูสถานการณ์ให้ลึกและต้องมองมากกว่าปรากฏการณ์ที่มีกลุ่มคนออกมาชุมนุมวูบวาบตามกระแส และการกำหนดจุดยืนจะต้องไม่มองประเด็นการเมืองอย่างเดียว แต่ต้องมองการสร้างจิตสำนึกของการต่อต้านคอร์รัปชันด้วย

ทั้งนี้ ในการติดตามสถานการณ์จะหารือกับนักวิชาการและธุรกิจเพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดจุดยืนด้วย โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานและเมื่อมั่นใจข้อมูลที่ได้ก็จะประกาศจุดยืนออกมา

ชุมนุมยืดเยื้อถึงสิ้นปีสูญ3-5หมื่นล้าน

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าได้มีการประเมินสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่า หากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ ภายใน 1-2 สัปดาห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าการชุมนุมยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี โดยที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง อาจจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติซึ่งปกติจะเดินทางเข้ามาไทยช่วงเดือนพ.ย. และเดือนธ.ค. เดือนละ 2.3 ล้านคน หายไปประมาณ 3-5% สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว 10,000-20,000 ล้านบาท

แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรง บานปลาย ถึงสิ้นปี จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น ประเมินว่านักท่องเที่ยวจะหายไปประมาณ 5-10% สูญรายได้ ประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท และถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกปี2557 ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปถึง10-20% รายได้หายไปประมาณ 110,000-150,000 ล้านบาท จะส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้าที่จะโตไม่ถึง 5% เศรษฐกิจปีนี้จะโตประมาณ 3.0-3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ประมาณ 3.5%

ธปท.เผยการเมืองเริ่มกระทบศก.

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การชุมนุมการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง โดยเริ่มเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งธปท.ยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

"ส่วนการนัดหยุดงานพร้อมกันวันที่ 13-15 พ.ย. รวมถึงขอให้บริษัท ห้างร้านต่างๆ ไม่จ่ายภาษีรัฐบาล ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนส่วนตัว โดยคนส่วนใหญ่มักจะถามกันแต่ว่า ผลกระทบจะเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครถามถึงเหตุ ถ้าเหตุดี ผลข้างหน้าก็ดีตามไปด้วย ผมเห็นว่าเราอย่าไปเน้นเรื่องผลกระทบมากดีกว่า เพราะจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ต้องดูตั้งแต่ต้นว่าเป็นมาอย่างไร"นายเมธี กล่าว

นายกฯขอโอกาสทำงานต่อ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ทำตามข้อเสนอของมวลชน จึงขอให้เวลาเราในการทำงาน ขอให้เราได้พิสูจน์ และเราก็ได้รับฟังข้อคิดเห็นมาแล้ว จึงอยากให้พี่น้องประชาชนกลับและยุติการชุมนุม เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน

" ขอร้องว่าการทำงานต่างๆ อย่าหยุดงานเลย เพราะยังมีเวลาอื่นๆ ที่นอกเวลาทำงานที่ยังสามารถแสดงออกด้านความเห็นได้ การไม่เสียภาษีต่างๆ สุดท้ายจะทำให้ประเทศเราเจ็บปวด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปัญหาก็กลับมาหาพวกเรากันเอง"

คลังขู่สอบภาษีหากอารยะขัดขืน

ด้าน นางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะการเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชน แต่หากประชาชนยืนยันที่จะไม่เสียภาษี ทางหน่วยงานจัดเก็บก็ต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

"ในเมื่อเราคิดว่า ถ้าเราต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเพื่อประเทศชาติ ทุกคนก็ต้องเสียภาษี กรณีที่ไม่เสียภาษี ต่างคนต้องทำหน้าที่ ฉะนั้น หน่วยจัดเก็บก็ต้องไปดู ซึ่งแต่ละภาษีนั้น ก็อาจจะมีระยะเวลาในการยื่นหรือชำระ เช่น กรณีบุคคลธรรมดาก็ยื่นภายในเดือนมี.ค. ส่วนมูลค่าเพิ่มก็ต้องยื่นทุกเดือน ทำนองเดียวกัน ผู้จ่ายเงินได้ ก็ต้องมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย ถ้าไม่ยื่นชำระ ก็อาจจะต้องมีเบี้ยปรับ เป็นต้น"

ด้าน นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่าคงเป็นประเด็นปราศรัยทางการเมือง ไม่จริงจังมาก และอาจเป็นกลอนพาไป เพราะตนคิดว่า ผู้ที่พูดนั้น ก็เป็นคนที่มาจากนิติบัญญัติและเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชุมนุมก็เป็นผู้ที่มีการศึกษา รับผิดชอบ รักประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงไม่น่าจะมีการเลี่ยงภาษี