"อินโดรามา เวนเจอร์ส"เตรียมสรุปแผนซื้อกิจการ"พีทีอี-พาราไซลีน"ต้นปีหน้า รองรับดีมานด์เพิ่ม คาดเงินสดในมือเพียงพอ ตั้งเป้ารายได้โต 12%
นายดีลิป กุมาร์ อากาวาล กรรมการ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL ผู้ผลิตห่วงโซ่โพลีเอสเตอร์แบบครบวงจรรายใหญ่ เปิดเผยว่า ต้นปี 2557 บริษัทจะเข้าซื้อกิจการและโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET แต่ยังไม่สามารถระบุมูลค่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ได้ โดยแหล่งเงินในการเข้าซื้อกิจการมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสด 900 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน มีแผนจะเข้าซื้อกิจการและโรงงานพาราไซลีน (PX) เพื่อต่อยอดธุรกิจด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยโรงงานดังกล่าวอยู่ในแถบตะวันออกกลาง คาดจะได้ข้อสรุปในปี 2557 วัตถุประสงค์ในการเข้าซื้อกิจการนี้ เพื่อรองรับความต้องการที่คาดจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ส่วนงบลงทุนปี 2557-2588 บริษัทจัดสรรไว้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับการขยายกำลังการผลิตในส่วนที่เป็นคอขวด ปรับปรุงเครื่องจักร และปรับปรุงโรงงานต่างๆ โดยงบลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมงบสำหรับการเข้าซื้อกิจการ
"ปีหน้าที่จะซื้อกิจการ จะเป็นการซื้อโรงงานเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก เงินก็จะใช้จากกระแสเงินสดที่มีอยู่ ตอนนี้มีราว 900 ล้านดอลลาร์ ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องใช้เงินซื้อกิจการในมูลค่าที่สูง บริษัทก็สามารถกู้ได้ โดยกำหนดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไว้ไม่เกิน 1.5 เท่า ตอนนี้อยู่ที่ 1.3 เท่า"
นายดีลิป กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2557 จะเติบโต 12% จากปีนี้ เพราะกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 5 แสนตันต่อปี ซึ่งเป็นกำลังการผลิตจากโรงงานในอินโดนีเซีย และโปแลนด์ โดยคาดบริษัทจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ระดับ 89% จากปีนี้ที่บริษัทใช้อัตรากำลังการผลิต 85% และในปี 2557
ปีนี้บริษัทยอมรับว่า รายได้รวมต่ำกว่าเป้าที่เคยกำหนดไว้ที่ 15% โดยคาดปีนี้รายได้จะเติบโตเพียง 12% เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน บริษัทยังคงเป้ากำไรก่อนหักภาษีค่าเสื่อม (EBITDA) ไว้ที่ 500 ล้านดอลลาร์ตามเดิม เพราะบริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นของแต่ละผลิตภัณฑ์ไว้ในระดับที่ดีได้ แม้ยอดขายจะลดลงก็ตาม
บริษัทประเมินภาพรวมสถานการณ์ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PET จะยังสามารถทรงตัวได้ ส่วนผลิตภัณฑ์ MEG น่าจะมีราคาที่เพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องหลังจากที่มีโรงงาน 1 แห่งในตลาดโลกปิดตัวลง ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
เขากล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (High Value Added // HVA) เป็น 30-35% ในระยะ 4 ปีจากนี้ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มประมาณ 25% โดยบริษัทจะศึกษาแนวทางในการควบรวมกิจการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ HVA มีมาร์จิ้นสูงกว่าผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ กล่าวว่า คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปีนี้ของอินโดรามา เวนเจอร์ส จะทรงตัวแม้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวซึ่งน่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เส้นใยเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากมองว่าผลประกอบการยังคงถูกกดดันจากอัตรากำไร PET ที่ยังไม่ฟื้นตัวดี โดยเฉพาะจากฝั่งเอเซีย อีกทั้ง EBITDA ธุรกิจโพลีเอสเตอร์คิดเป็นเพียง 11-13% ของ EBITDA รวมบริษัท
ภาพรวมตลาดพาราไซลีนคาดว่ายังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกินในระยะ 12 เดือน ข้างหน้า ขณะที่ตลาด PTA ปัจจุบัน อยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยอัตรากำไรอยู่ที่ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนเงินสด (Cash Cost) ของผู้ประกอบการโดยเฉลี่ย ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ต้นทุนสูงต้องออกจากอุตสาหกรรม แต่ยังคงเชื่อว่าอัตรากำไร PTA มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะยังคงมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้นทุนต่ำทยอยเข้ามาในตลาด ซึ่งคาดว่า PTA ยังคงอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน ราว 15 ล้านตัน ไปจนถึงปี 2558
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรปีนี้จาก 3,587 ล้านบาท เป็น 2,346 ล้านบาท เพื่อสะท้อนอัตรากำไร PET และ PTA ที่ยังไม่ฟื้นตัวดี อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากช่วงปลายไตรมาส 2 ปีนี้ สะท้อนจุดต่ำสุดของธุรกิจ PET และ PTA ไปแล้ว ขณะที่อัตรากำไร PET และ MEG คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป






