บ้านปูรุกตลาดอาเซียน เล็งขายถ่านหินให้เวียดนามเบิกตลาดใหม่ พร้อมรุกตลาดเดิม 3 ตลาดหลัก "อินเดีย-ฟิลิปปินส์-อินโดฯ" ใช้ อินโดฯ เป็นฐานผลิต
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจเหมืองถ่านหินรายใหญ่สุดของไทย เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายตลาดในอาเซียนอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเวียดนามซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่บริษัทจะเข้าไปหาผู้ซื้อถ่านหินรวมถึงตลาดเดิมที่มีอยู่แล้วอย่างประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตจะเป็นตลาดหลักที่สร้างรายได้ให้บริษัทบ้านปู โดยจะใช้เหมืองถ่านหินทั้ง 5 แห่งในประเทศอินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในการกระจายถ่านหินไปขายในอาเซียน
ทั้งนี้ กำลังผลิตถ่านหินจากทั้ง 5 แหล่งผลิตในอินโดนีเซียของบริษัท สามารถผลิตได้ประมาณ 30 ล้านตันต่อปี สร้างรายได้ให้กับบริษัทสูงถึง 2,300-2,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนใหญ่หรือกว่า 90% เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปนอกประเทศ และขายในอินโดนีเซียเพียง 10% ซึ่งจะเห็นว่าฐานลูกค้าจากนอกประเทศสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทจำนวนมาก ดังนั้นการขยายตลาดดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้และผลตอบแทนให้บริษัทเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากแต่ละประเทศมีศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในอนาคตมีความจำเป็นต้องใช้ถ่านหินในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และรองรับประชากรที่มีจำนวนมาก
โดยเฉพาะประเทศเวียดนามนั้น หากรัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้มีการนำเข้าถ่านหินมาผลิตไฟฟ้าได้จะเป็นโอกาสของบริษัทอย่างมากที่จะเข้าไปเจรจาขายถ่านหินเพิ่ม ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 90 ล้านคน รวมถึงการพัฒนาประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้เวียดนามจำเป็นต้องหาพลังงานจำนวนมาก ซึ่งพลังงานถ่านหินก็เป็นอีกแหล่งพลังงานสำคัญ
"เราจะให้ความสนใจกับตลาดในอินเดีย ฟิลิปปินส์และเวียดนามเพิ่มขึ้น ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และต้องการใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยอินเดียต้องการนำเข้าถ่านหินประมาณ 3 ล้านตันต่อปีขณะที่ฟิลิปปินส์มีความต้องการถ่านหิน 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนำเข้าถ่านหินจากบริษัทอยู่แล้ว แต่เรากำลังเจรจากับเวียดนามเพื่อส่งถ่านหินเข้าไปขาย"
ในส่วนของประเทศอินเดียในปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน 2-3 แห่ง ซึ่งบริษัทคาดว่าประเทศอินเดียมีแนวโน้มว่าจะมีความต้องการนำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวในอนาคต ตามความต้องการการใช้พลังงานเพื่อพัฒนาประเทศที่มีมากขึ้นรวมถึงการสำรองพลังงานใช้ภายในประเทศ
สำหรับประเทศฟิลิปปินส์แม้จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่หลายแห่งแต่มีความต้องการนำเข้าถ่านหินจำนวนมาก เนื่องจากมีหมู่เกาะเป็นจำนวนมาก ทำให้การกระจายไฟฟ้าสู่พื้นที่ตามเกาะต่างๆ ของฟิลิปปินส์เป็นไปได้อย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้น โอกาสสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามหมู่เกาะต่างๆ จึงมีค่อนข้างสูง และถ่านหินจึงเป็นพลังงานทางเลือกที่โรงไฟฟ้าต้องการเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะรวดเร็วมากขึ้นนับจากนี้ไป
ทางด้านประเทศอินโดนีเซียนั้น เนื่องจาก บริษัทเข้ามาทำธุรกิจถ่านหินเป็นเวลานาน โดยภาพรวมการผลิตถ่านหินของบริษัทยังมีอัตราการเติบโตดี เนื่องจากการพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ AEC ที่สำคัญการที่อินโดมีประชากรจำนวนมากถึง 240 ล้านคน ทำให้ความต้องการพลังงานมีมากเช่นกัน
เขากล่าวอีกว่าแม้จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคตบริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากยังมีปริมาณถ่านหินสำรองอยู่กว่า 400 ล้านตันและยังเหลืออายุสัมปทานอยู่ถึง 13 ปี อย่างไรก็ตามบริษัทยอมรับว่าการพึ่งพิงถ่านหินเป็นวัตถุดิบหลักถือเป็นความเสี่ยงของบ้านปู จึงมีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนในระยะ 5-7 ปีข้างหน้า เช่นพลังงานลมโดยอยู่ระหว่างศึกษาทั้งรูปแบบการลงทุนเองหรือซื้อกิจการ
"แนวโน้มราคาถ่านหินปีนี้ ยังคงต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าราคาถ่านหินใกล้เข้าสู่ช่วงต่ำสุดแล้ว และอาจจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปในปีหน้า แม้ว่าความต้องการใช้ถ่านหินในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นจะลดลง แต่ความต้องการใช้ในเอเชียยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ที่เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการผ่อนคลายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นได้จากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สต็อกถ่านหินในโรงไฟฟ้าต่างๆ ของจีนลดลง เพราะมีการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น"
สำหรับยอดขายถ่านหินของบ้านปูในปีนี้ คาดว่าอยู่ที่ 46.3 ล้านตัน ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่มองว่าจะอยู่ที่ 47 ล้านตัน เป็นผลมาจากยอดขายในเหมืองออสเตรเลีย ที่ปรับลดลงกว่าคาดการณ์เล็กน้อย จากเดิมคาดว่าจะอยู่ประมาณ 15 ล้านตัน เหลือ 14.3 ล้านตัน ส่วนยอดขายในอินโดนีเซียปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 29 ล้านตัน ยอดขายในจีนอยู่ที่ 2.73 ล้านตัน









