หุ้นไทยไร้เสน่ห์ "พีอีสูง-การเมืองขย่ม" แนะกระจายเสี่ยง เบนเข็มลงทุนตลาดต่างประเทศ
บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ บรรดาโบรกเกอร์ต่างยอมรับว่า อยู่ในภาวะผันผวน เพราะว่านอกจากตลาดหุ้นไทยต้องเจอกับแรงกระแทกจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่แม้จะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของมาตรการคิวอี ขณะเดียวกัน ก็ถูกความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศเป็นตัวซ้ำเติม ส่งผลให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยเทียบกับตลาดหุ้นนานาประเทศลดถอยลง สะท้อนได้จากแรงขายของต่างชาติในระหว่างวันที่ 1-8 พ.ย. ที่ผ่านมา มีการขายสุทธิออกมาแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท
สอดคล้องกับมุมมองของ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส ที่บอกว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มหมดเสน่ห์ โดยสถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ถูกกระทบจาก 2 ปัจจัยหลัก โดยปัจจัยแรกนั้น ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยไม่ได้ถูกอย่างที่คิด หากเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีพีอีอยู่ที่ 10-11 เท่า แต่ในปัจจุบันระดับพีอีขยับขึ้นมาแตะที่ 15 เท่า หากเทียบกับตลาดหุ้นในหลายประเทศ ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง และกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คาดจะเติบโตเพียง 12% ขณะเดียวกัน ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทย สามารถปรับตัวลดลงได้รวดเร็วขึ้น
"ยอมรับการเมืองเขย่าความมั่นใจ และรัฐบาลก็เสียศูนย์ ดังนั้นหากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะทำให้โครงการทุกอย่างล่าช้าออกไปอีก เช่น โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการ 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้าหากต้องการจะเห็นตัวเลขจีดีพีไทยเติบโตในระดับ 4-5% ก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากมีการเลือกตั้งใหม่ ผมยอมรับว่าการเมืองรอบนี้ ยากเกินกว่าจะคาดการณ์"
ดังนั้น หากจังหวะนี้นักลงทุนต้องการลงทุนในหุ้นไทย ก็ยังพอมีความหวัง เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังพอมีหุ้นดีๆ ให้เลือกลงทุน แต่ควรเลือกลงทุนในจังหวะที่หุ้นเหล่านี้ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มประกัน กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่มีความแข็งแรง และมีอนาคตดี แต่ราคาได้ปรับตัวขึ้นมาสูงพอสมควร ส่วนหุ้นที่ไม่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ ธุรกิจชิ้นส่วนปีหน้ามีโอกาสติดลบ และไม่มีอัตราการเติบโต ส่วนปีหน้าชะลอตัว ด้านหุ้นกลุ่มสื่อสารหลังจากเมื่อปี 2555 เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่มาปีนี้เริ่มหยุดการเติบโต ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาเกิน 2 เท่าของมูลค่าบัญชี
ขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะมีการกระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากมีการเปรียบเทียบหุ้นประเภทเดียวกันกับหุ้นไทย ต้องยอมรับว่า ในตลาดต่างประเทศกลับมีราคาถูกกว่า โดยเฉพาะหุ้นในตลาดสหรัฐ เช่น หุ้นแบรนด์เนม หุ้นรถยนต์ จากพีอี อยู่ที่ 4-5 เท่า ปัจจุบันมาอยู่ที่ 10 เท่า หรือกรณีของหุ้นโบอิง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน และเป็นธุรกจิกึ่งผูกขาด มีพีอีอยู่ที่ 16-17 เท่า เพราะทั่วโลกต้องสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิง ซึ่งขณะนี้โบอิงมีคำสั่งผลิตเครื่องบินต่อเนื่องถึง 5 ปี ส่วนธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างเช่น คาร์ฟูร์ ลงทุนเพียง 1 ปี พีอีจาก 16 ขยับขึ้นมา 26 เท่า
นายก้องเกียรติ บอกด้วยว่า ส่วนตลาดหุ้นในยุโรป 3 เดือนที่ผ่านมา ลงทุนแช่ในกลุ่มแบงก์ขนาดใหญ่ ปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาถึง 20% ขณะเดียวกันตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้นมาถึง 80% ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นทั้ง 3 ดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่ดี
"ช่วงนี้ก็เริ่มเบนเข็มไปลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียบ้างแล้ว รวมถึงตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ซึ่งถือว่าเศรษฐกิจในประเทศฟิลิปปินส์เริ่มฟื้นและกลับมาดีขึ้น อีกทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศดังกล่าวเริ่มสงบ การใช้จ่าย และ จีดีพี ก็เติบโต 5-6% ขณะนี้ก็รอตลาดหุ้นจีนฟื้น โดยในช่วงที่ผ่านมาก็ลงทุนในหุ้นกลุ่มกาสิโน พีอีกว่า 10 เท่า แต่ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 70-80% เป็นกลุ่มหุ้นที่ทยอยซื้อเก็บต่อเนื่องและไม่ขาย"
ที่ผ่านมา นายก้องเกียรติ บอกว่า ก็มีการขายหุ้นในต่างประเทศที่เข้าลงทุน เช่น หุ้นแมคโดนัลด์ และ เคเอฟซี เนื่องจากเป็นหุ้นที่ยอดขายเริ่มไม่เติบโต และยังมีปัญหาเรื่องโรคของเนื้อสัตว์ จึงขายทิ้งหมด ซึ่งการลงทุนหุ้นต่างประเทศนั้น จะเน้นการดูเนื้อหาของธุรกิจเป็นหลัก ถ้าเนื้อหาของกิจการนั้นๆ ดี ก็จะเข้าไปลงทุน และจะขายออกเมื่อราคาหุ้นตัวนั้นเริ่มแพง และปัจจัยพื้นฐาน หรือเนื้อหาเริ่มออกมาในด้านลบ









