วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงส่งออกปีหน้าโต4-8%

นักเศรษฐศาสตร์มองแนวโน้มส่งออกไทยปี"58 ขยายตัว 4-8% อานิสงส์เศรษฐกิจโลก-สหรัฐฟื้นตัว

ผลพวงของภาวะเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนมากนัก นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ธนาคารทิสโก้ นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ รองผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ร่วม วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกปีหน้าในรายการ Buiness Talk หัวข้อ " การส่งออกไทยปีหน้าฟุบยาวจริงหรือ ?"

ตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัวค่อนข้างต่ำ 0.05% ซึ่งเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักๆ ได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนมากนัก ทำให้หลายภาคส่วนกังวลใจว่าการส่งออกปีหน้าจะยังมีทิศทางถดถอยต่อไปหรือไม่

นายกำพล กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้น โดยทิสโก้เชื่อว่าจะเติบโต 8% สูงกว่าจากปีนี้ที่คาดจะโตที่ 2% ทั้งนี้การเติบโตของการส่งออกเฉลี่ย 5 ก่อนหน้านี้ ไม่นับช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2551 ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 13% มาตลอด แต่เติบโตลดลงในช่วงปี 2555 และปีนี้ โดยเฉพาะปี 2555 ที่ติดลบ 3% แต่ปีหน้าเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะมีความชัดเจนจะฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ยุโรปน่าจะหยุดการถดถอย ส่วนญี่ปุ่น จะฟื้นตัวได้ช้า แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยถ่วงการส่งออกของไทย ส่วนจีน ปีหน้าคาดจะเติบโต 7-8% และอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้อาเซียนมีสัดส่วนส่งออก 25% ส่วนญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป มีสัดส่วน 10% ที่เหลือเป็นตลาดตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้

ศก.โลกฟื้นหนุนส่งออกไทยโต

ปัจจัยบวกที่จะทำให้การส่งออกปีหน้าเติบโตมากขึ้น มาจากปัจจัยต่างๆคือ 1.เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว 2. สินค้าที่เคยถ่วงยอดการส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งอาจต้องแยกเฉพาะทองคำขึ้นรูปหรือไม่ขึ้นรูป เพราะทองคำเป็นสินค้าที่มีความผันผวนของการส่งออกรวม เพราะที่ผ่านมาจะนำเข้าทองคำมาเพื่อแปรรูปและส่งออก แต่ในช่วงนี้จะเป็นการนำเข้ามาเก็งกำไรอย่างเดียว ซึ่งทำให้ตัวเลขการส่งออกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

ส่วนสินค้าเกษตรบางชนิดที่เคยถ่วงยอดส่งออก เช่น ยางพารา หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวขึ้น จะทำให้การส่งออกดีขึ้น และหากรัฐบาลมีนโยบายส่งออก ราคาน่าจะปรับตัวดีขึ้น ที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวปีละ 9-10 ล้านตัน มีรายได้ปีละ 5 หมื่นล้านบาท แต่ลดลงในปี 2555 เหลือ 6 ล้านตัน ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายจำนำข้าว ที่ทำให้ราคาข้าวปรับขึ้น 50%

"ยังมีสินค้าอีกหลายตัวที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กลุ่มประเทศยุโรปยังฟื้นตัวไม่หมด เศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวเกินกว่าที่คาด สินค้าที่มีปัญหามาก คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อาทิ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ เพราะเป็นสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และการย้ายฐานผลิตในช่วงที่ไทยมีปัญหาน้ำท่วม"

ด้านนายอมรเทพ บอกว่า ยอดส่งออกช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาไม่ขยายตัว เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐแม้จะเริ่มฟื้นตัวแต่ไม่ชัดเจน เชื่อไตรมาส 4 ปีนี้ การส่งออกของไทยจะดีขึ้น เพราะตลาดสหรัฐเริ่มฟื้นตัว การใช้จ่าย การผลิตดีขึ้น แม้จะสะดุดไปบ้างจากกรณีการ Shut Down

เศรษฐกิจสหรัฐหันมาเน้นส่งออก ดังนั้นส่งออกไทยที่เป็นสินค้าบริโภค จึงไม่ขยายตัวแรง แต่จะเห็นภาพการส่งออกของไทย ที่มีเทคโนโลยีตอบโจทย์สหรัฐไม่ได้ เช่น สินค้าคอมพิวเตอร์ ส่วนสินค้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟฟ้า แม้ตลาดสหรัฐจะขยายตัวได้ดี แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าของไทยก็จะโตมากกว่า ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ไทยส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ คือ ไทยเน้นบริโภค แต่สหรัฐเน้นการผลิต และสินค้าไทยมีเทคโนโลยีอยู่ระดับต่ำ จึงควรแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้น ซึ่งปีหน้าส่งออกของไทยจะดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นช้าตัว แต่ขยายตัวไม่แรง

ชี้ส่งออกสินค้าฟุ่มเฟือยน่าห่วง

นายนิตินัย มองว่า การส่งออกปีหน้าขยายตัว 5-6% หากมองการส่งออกในเชิงโครงสร้าง ต้องดูทั้งรายสินค้าและรายตลาดที่จะไป โดยแบ่งเป็นสินค้าสำเร็จรูป ได้แก่ ญี่ปุ่น และสหรัฐ ส่วนอีกกลุ่มเป็นสินค้าวัตถุดิบ ได้แก่ เวียดนาม อาเซียน จีน ขณะที่อีกกลุ่มเป็นสินค้าที่นำไปผลิตเพื่อส่งออกไปยังผู้บริโภค ยังไม่ชัดว่าขยายตัวเพราะตลาดผู้ซื้อไม่บริโภค

สำหรับตลาด แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตลาดขนาดใหญ่ และขยายตัวในระดับสูง ต้องรักษาตลาดนี้ไว้ ได้แก่ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เฉพาะสินค้า 3 ประเภทนี้มีขยายตัวเกือบ 20% ถือว่ายังไปได้ดี ผลิตภัณฑ์ยาง โดยรวมยังไปได้ แม้ราคาจะลดลงบ้างการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าอาจลดลง

สินค้ากลุ่มที่เติบโตได้ดีมาก และต้องกระตุ้นต่อเนื่อง ได้แก่ มันสำปะหลัง เครื่องจักรกล เพราะเศรษฐกิจของประเทศที่นำเข้ายังเป็นตลาดที่ไปได้ดี ส่วนสินค้ากลุ่มติดลบได้แก่ อัญมณี ตลาดใหญ่ คือสหรัฐ ฮ่องกง เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวก็ทำให้สินค้าประเภทนี้ลดลง โดยสินค้า 5 ประเภทที่ต้องกระตุ้นได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณี ข้าว เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำตาล

"ที่น่าห่วงกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อตลาดสหรัฐชะลอตัว สินค้าเหล่านี้จะถูกหยุดนำเข้าก่อน รวมถึง ฮาร์ดดิสไดร์ฟ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หากเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีล้าหลัง"