วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนรับมือ'ค่าเงิน-หุ้น'ผันผวน การเมืองป่วน

ธปท.เตรียมรับมือตลาดเงินป่วน จากความขัดแย้งการเมือง จับตาการเคลื่อนไหวค่าบาทใกล้ชิด "ประสาร"ระบุความเชื่อมั่นรัฐบาลลด ส่งผลการชุมนุมยืดเยื้อ

การชุมนุมร่างพระราชบัญญัตินิรโทษที่ดำเนินมากว่าหนึ่งสัปดาห์ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังเพิ่มมากขึ้นและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยจัดชุมนุมเช่นเดียวกัน ยิ่งเพิ่มความวิตกให้กับตลาดเงินตลาดทุนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่ายังไม่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรุนแรง แต่สถานการณ์ในวันนี้ (11 พ.ย.) ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก นอกจากวุฒิสภาจะพิจารณาหาทางออกในเรื่องร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว ในวันเดียวกันนี้ ศาลโลกจะพิจารณาคดีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเคยเป็นประเด็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากก่อนหน้านี้

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "เศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวน" ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดกับภาคการท่องเที่ยว

"หลายหน่วยงานก็ออกมายอมรับ เพียงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ระดับ 3-4% ยังถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก"

นายประสาร กล่าวว่าหน้าที่ของ ธปท. คือดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือว่ามีส่วนเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้น ธปท.ต้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ โดยเครื่องมือหลักของ ธปท. คือ การดูแลสภาพคล่องในตลาดเงิน รวมถึงดูแลความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินให้มีความแข็งแกร่งและไม่ให้เกิดปัญหา

นายประสารกล่าวอีกว่าประชาชนจำนวนมากออกมาคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เป็นการสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเริ่มลดลง ซึ่งการถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือการนำมวลชนมาปะทะมวลชนด้วยกันคงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะวิธีแก้ปัญหาที่ถูก คือ การไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งก็คือในเรื่องของความไว้วางใจจากประชาชน

"ถึงแม้จะมีการถอนกฎหมาย แต่ผมมองว่ามันไม่จบ เพราะตัวนี้มันแค่ปลายเหตุ ยังมีตัวอื่นๆ อยู่อีก ที่คล้อยไปในทางที่ทำลายความไว้วางใจจากประชาชน เช่น นโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเรื่องนี้เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ก็มองว่า มันเป็นตัวทำลายประเทศ แต่ผู้มีอำนาจยังคงใช้ อำนาจจากเสียงข้างมากมายืนยันคำตอบในการทำ ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาก็ต้องไปจัดการตัวที่ทำลายความเชื่อมั่นของคน"นายประสาร กล่าว

นายประสารกล่าวถึงกรณีที่พนักงาน ธปท.จำนวนหนึ่งออกมาแสดงจุดยืนเรื่องการคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในครั้งนี้ด้วยว่าถือเป็นการแสดงออกส่วนตัว เพราะเป็นการทำนอกเวลางาน และนอกสถานที่ ธปท.ด้วย และโดยส่วนตัวมองว่าการแสดงออกลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี

"ถามว่ารู้สึกยังไง ผมว่าการแสดงออกก็ดีกว่าการไม่แสดงออก เพราะถ้ามองในแง่บวกถือเป็นการสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ว่าถ้ามีเรื่องที่เห็นว่าไม่ถูกต้องก็สามารถแสดงออกได้ว่า ไม่เห็นด้วย โดยหากเปรียบเทียบสังคม 2 สังคม โดยสังคมหนึ่ง พอมีเรื่องไม่ถูกต้องแต่ไม่มีใครแสดงออก กับอีกสังคมหนึ่ง กล้าที่จะแสดงออก อย่างหลังก็น่าจะดีกว่าในเชิงของคุณภาพสังคม และการแสดงออกครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ คนที่เคยสนับสนุนรัฐบาลก็ออกมาแสดงออกในเชิงที่ไม่เห็นด้วย" นายประสาร กล่าว

จับตาค่าเงินบาทใกล้ชิด

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นปัจจัยภายในที่ ธปท. ต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยยืนยันว่าจะเข้าดูแลการซื้อขายในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

ส่วนการอ่อนค่าของเงินบาทไทยช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นของประเทศคู่ค้า รวมทั้งค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงตามไปด้วย

"ในอดีตปัจจัยภายนอกจะเป็นตัวชี้นำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดการเงิน แต่วันนี้มีปัจจัยจากภายในเข้ามาด้วย ดังนั้นในส่วนของเราเองก็จะเข้าไปดูแลในตลาดให้ใกล้ชิดขึ้น เพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินมีความผันผวน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปจนกระทบกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมา เราเองก็ยอมรับว่ามีการเข้าไปดูแลบ้าง" นางจันทวรรณ กล่าว

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8 พ.ย.) ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ โดยอ่อนค่ามากที่สุดในตลาดต่างประเทศ ที่ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 พ.ย. เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น

นางจันทวรรณกล่าวว่าทิศทางของค่าเงินในระยะต่อไป หากดูตามพื้นฐานแล้วหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง ก็คงทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จึงเป็นธรรมดาที่ค่าเงินสกุลอื่นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ รวมถึงค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าตามลงไปด้วย เพียงแต่ภาพตรงนี้จะเกิดเร็วหรือช้ายังไม่สามารถตอบได้ เพราะมีหลายปัจจัยประกอบกัน

นางจันทวรรณ กล่าวว่า จากความไม่แน่นอนเหล่านี้ จึงอยากเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการในประเทศไทย มีความสามารถและปรับตัวรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้ดี รวมทั้ง ธปท. เองก็ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคอยให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ได้เข้าใจถึงวิธีการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

การเมืองฉุดบาทอ่อน-คาดไม่ถึง32

นายอิทธิพันธ์ เจียกเจิม ผู้จัดการขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากตัวเลขเศรษฐกิจในสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า โดยเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนค่าไปถึงระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะนี้มีทิศทางอ่อนค่าตามเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว เมื่อมีปัจจัยทางการเมืองที่มีหลายกลุ่มนัดชุมนุมในหลายพื้นที่ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในสัปดาห์นี้ให้อ่อนค่าลงได้อีก โดยมองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์

"ที่ผ่านมาตลาดมองเรื่องม็อบอยู่แล้ว และปรับไปในการคาดการณ์แล้ว แต่เชื่อว่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปถึง 32 บาทต่อดอลลาร์ น่าจะปรับตัวในกรอบ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์"

โบรกฯชี้หุ้นไทยผันผวนสูง

ด้านนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่ตลาดทุนไม่ชอบคือความไม่ชัดเจน ดังนั้นการที่การชุมนุมยืดเยื้อทำให้เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

"ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีแนวโน้มที่อ่อนตัวลง และมีความผันผวนสูง. เพราะยังไม่มีสัญญาณว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะมีสรุปได้เมื่อไร ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนด้วยความรอบคอบเพราะถือว่าเป็นช่วงต้องระมัดระวัง"นายมนตรีกล่าว

นายมนตรีกล่าวอีกว่าดัชนีในช่วงนี้คาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่แถวบริเวณ 1,350 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในรอบนี้และหากยืดเยื้อออกไปตลาดก็จะมีความผันผวนมากขึ้นตามเหตุการณ์รายวัน อย่างไรก็ตามภาพรวมตลาดหุ้นน่าจะยังผันผวนต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การชุมนุมยืดเยื้ออาจจะมีผลกระทบที่ไม่รุนแรงแต่จะสร้างความผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งหากมีแรงเทขายออกมาก็จะมีแรงซื้อรับเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล แต่คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีปัจจัยที่น่ากังวลในระยะต่อไปคือการปรับลดเป้ากำไรปีนี้และปีหน้าของ บจ.ไทย เพราะไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ทำให้โบรกเกอร์ต้องปรับลดเป้ากำไรใหม่รวมทั้งการประกาศตัวเลขจีดีพีของไทยอีก

"ประเด็นการเมืองตราบใดที่ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเชื่อว่าตลาดยังผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าแนวรับที่ 1,350-1,380 จุด น่าจะรับไหว"นายเผดิมภพ กล่าว

นักลงทุนรอดูสถานการณ์

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET กล่าวว่านักลงทุนสถาบันมีการสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยทางการเมืองมาเป็นระยะ ซึ่งฝ่ายวิจัยได้รายงานตามความเป็นจริง แต่เชื่อว่านักลงทุนส่วนมากเข้าใจสถานการณ์การเมืองในไทย และนักลงทุนสถาบันยังสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะยาว แต่ในระยะสั้นชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมือง

"ต่างชาติคงชะลอการลงทุนในระยะนี้ไปก่อน เพื่อดูความชัดเจนทางการเมือง เชื่อว่าน่าจะพักราว 1 เดือน เพราะเดือนนี้เป็นเดือนการเมือง กว่าสภาจะปิดก็สิ้นเดือน แต่ระยะยาวน่าจะลงทุนในหุ้นไทยต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยมองว่า ระดับ 1400 จุดยังเป็นจุดที่เข้าซื้อได้อยู่"

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิจัย ระบุว่าการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันดัชนีหุ้นไทย ซึ่งคาดบริเวณ 1,360-1,380 จุด หรือสัดส่วนราคาต่อกำไร 14 เท่า จะสามารถรับแรงกดดันดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุการณ์รุนแรง หรือลดลงจากระดับ 1,405.03 จุด เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา

บล.กสิกรไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองว่า ดัชนียังคงผันผวนและมีโอกาสปรับลดลง โดยต้องติดตามประเด็นการเมืองในประเทศ และคำตัดสินของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 8,308 ล้านบาท