วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จัดพอร์ตรับ'การเมืองร้อน' ยุบสภา50:50

โบรกฯแนะจัดพอร์ตลงทุนรับการเมืองร้อน! ขณะที่ฟันด์เมเนเจอร์มองรัฐบาลมีโอกาสยุบสภา50:50

เกาะกระแสการเมืองร้อนกับ Ringside สังเวียนหุ้น "กรุงเทพธุรกิจทีวี" โบรกเกอร์มองแนวรับสำคัญ 1,350 จุด มีโอกาสเห็นร่วงทดสอบ 1,260 จุด หากมีการสลายชุมนุมถึงขั้นเลือดตกยางออก บลจ.กสิกรไทย มองมีโอกาสยุบสภา 50:50

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในขณะนี้ยังไม่ถือว่ากระทบกับเศรษฐกิจของประเทศมากนัก แต่หากมีการปิดสนามบินและเผาสถานที่ต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา เชื่อว่าจะกระทบการลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ถือว่าช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซั่นที่นักลงทุนจะเดินทางมาเที่ยวในประเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ บริษัทจะขอประเมินสถานการณ์ในเดือน พ.ย.นี้ ก่อนว่ามีความรุนแรงมากแค่ไหน เพื่อพิจารณาปรับดัชนีในช่วงสิ้นปีนี้ โดยดัชนีสิ้นปีนี้บริษัทประเมินไว้ที่ 1,450 จุด

“เราต้องดูสถานการณ์รวมของภาพการเมืองในขณะนี้ก่อน หากรุนแรงจนถึงขั้นปิดสนามบินหรือเผาสถานที่ต่างๆ เหมือนที่เคยเป็นมา ก็คงกระทบมาก และอาจต้องมีการปรับประมาณการลงแต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปรับอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงด้วยคือ การท่องเที่ยว เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงไฮซีซั่นพอมีการเมืองแรงเข้ามานักท่องเที่ยวก็เริ่มชั่งใจ จากเดิมที่จองโรงแรมเป็นระยะยาวก็จะสั้นลง เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง” นางภรณี กล่าว

ด้านน.ส. ธิดาศิริ ศรีสมิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เราประเมินว่าสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา จึงไม่กังวลมากนัก โดยในแง่ของนักลงทุนสถาบัน มองว่า ช่วงที่ดัชนีลดลงเช่นนี้ ถือเป็นช่วงที่น่าลงทุนมาก โดยนักลงทุนควรพิจารณาเลือกซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการดี ในช่วงที่ดัชนีปรับลดลงต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุด

คาดแนวรับสำคัญ 1,350 จุด

นางภรณี จากสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ ประกอบกับการที่กลุ่มนปช.ประกาศเตรียมชุมนุมด้วยแล้ว เชื่อว่าดัชนีมีโอกาสปรับลดลงอีก ทั้งนี้หากหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,400 จุดแล้ว ประเมินว่าแนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 1.380 จุด และ 1,350 จุด ตามลำดับ ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นจุดที่เหมาะกับการซื้อสะสม

กรณีที่เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นจนถึงการสลายการชุมนุม ที่มีการกระทบกระทั่งเลือดตกยางออกแล้ว เราประเมินว่า ดัชนีจะปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 1,260 จุดได้

“ปกติหากเป็นการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองธรรมดา ดัชนีก็น่าจะปรับลดลงอีกไม่มาก หากหลุด 1,400 จุดแล้ว เรามองแนวรับถัดไปที่ 1,380-1,350 จุด แต่หากรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกก็น่าจะร่วงประมาณ 100 จุด หรือลดลงไปแตะระดับประมาณ 1,260 จุด เป็นอย่างต่ำ”นางภรณี กล่าว

น.ส.ธิดาศิริ ประเมินว่า การชุมนุมในครั้งนี้ น่าจะกดดันให้ดัชนีปรับลดลงแตะระดับแนวรับที่ประมาณ 1,380 และ 1,350 จุด เช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองและท่าทีของรัฐบาลต่อจากนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีโอกาสประมาณ 60% ที่ดัชนีจะปรับลดลงต่ำกว่า 1,350 จุด ทั้งนี้ หากดัชนีปรับลดลงแตะระดับ 1,350 จุด แนะนำซื้อ

โอกาส 50/50 รัฐบาลยุบสภา

นางภรณี เราประเมินไว้แล้วว่าในที่สุดอาจมีการประกาศยุบสภา ซึ่งเรามองจุดตรงนี้ประมาณ 50% เพื่อคลี่คลายปัญหาทั้งหมด แต่หากมีการยุบสภาจริง ดัชนีน่าจะปรับลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากจะทำให้เสถียรภาพการเมืองของไทยไม่มีความมั่นใจ แต่ในอีกนัยหนึ่งก็ประเมินว่า เมื่อถึงจุดนี้การตัดสินใจยุบสภาของรัฐบาลอาจเป็นไปได้ยากกว่าช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลต้องประเมินแล้วว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เสียงเลือกตั้งมากเท่าที่ผ่านมา การเดินเกมส์การเมืองอาจทำได้ยาก และรัฐบาลอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

“ก่อนหน้านี้เราประเมินว่า รัฐบาลน่าจะประกาศยุบสภาเพื่อยุติปัญหา แต่ตอนนี้การยุบสภาคงเป็นไปได้ยากหน่อย เราจึงมองโอกาสเป็น 50/50 เพราะหากยุบสภาจริงพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางที่จะได้เสียงกลับมามากเท่าที่ผ่านมา เมื่อคำนึงถึงจุดนี้รัฐบาลอาจลากสถานการณ์ยาวไปก่อน”

น.ส.ธิดาศิริ กล่าวว่า มีการประเมินไว้เหมือนกันว่ารัฐบาลอาจมีการยุบสภา ซึ่งมีโอกาส 50/50 เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็นไปได้ยาก ซึ่งเราอยากมองโลกในแง่ดีไว้หน่อย หากมีการยุบสภาจริง มันจะเป็นปัญหามาก เราจึงเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการกับปัญหาเรื่องนิรโทษกรรมที่ก่อไว้ได้ ซึ่งเราเชื่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่รุนแรงมากจนเกิดเลือดตกยางออกด้วย เพราะการชุมนุมครั้งนี้ไม่เหมือนการชุมนุมแบบที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ หากมีการยุบสภาจริง ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมา หากมีปัญหาการเมืองมากระทบอีก เศรษฐกิจจะบอบช้ำกว่านี้

แนะซื้อกลุ่มขนส่ง-ท่องเที่ยวรับการเมืองแรง

น.ส.ธิดาศิริ ในส่วนของ บลจ.กสิกรไทย เราจะแนะนำการลงทุนเป็นรายกลุ่มมากกว่ารายตัว โดยกลุ่มที่แนะนำได้แก่ กลุ่มการขนส่ง แม้ว่าราคาหุ้นบางตัวจะสูงแต่มองว่ายังมีกำไรที่เติบโตได้ดี ทั้งจากยอดการเดินทางของนักลงทุนต่างชาติเข้ามายังประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น และยอดการเดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มท่องเที่ยว -โรงแรม- ธนาคารพาณิชย์ยังเติบโตได้ดี

นางภรณี หุ้นที่น่าลงทุนในช่วงนี้ เราแนะนำ AOT ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทจะปรับประมาณการเพิ่มขึ้น จากภาคการท่องเที่ยวที่สดใส ผู้ใช้บริการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการขยายฝูงบินของสายการบินต้นทุนต่ำที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 20% ทำให้แนวโน้มการเติบโตของ AOT มีสูงมาก ขณะที่การยกเลิกวีซ่าญี่ปุ่น และในอนาคตอาจรวมถึงวีซ่าจีน ซึ่งทำให้ยอดการเดินทางของนักท่องเที่ยวน่าจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยแนะนำซื้อเมื่อราคาปรับลดลง

BTS มีโอกาสที่จะปรับประมาณการกำไรขึ้น จากการประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่ง BTS มีโอกาสที่พร้อมมากทั้งเรื่องเงินสดที่มีอยู่มาก และหนี้สินต่อทุนที่ค่อนข้างต่ำ โดยเชื่อว่า BTS จะชนะประมาณ 4 เส้นทาง และจะมีรายได้ส่วนเพิ่มจากการรับจ้างเดินรถและการซ่อมบำรุงอีก 30 ปี จึงน่าจะสร้างรายได้ให้ BTS ได้ค่อนข้างมาก จึงแนะนำซื้อ BECL คาดรายได้และกำไรจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2557 ที่จะรับรู้รายได้จากค่าผ่านทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มปี

ส่วนหุ้นเตรียมปรับประมาณการลง อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ SCCC DRT DCC เป็นต้น กลุ่มอาหาร ได้แก่ CPF TUF เป็นต้น กลุ่มสื่อสาร ได้แก่ DTAC ADVANC INTUCH เป็นต้น

คาดปีหน้าหมดสิทธิ์ทำ New High

นางภรณี กล่าวว่า เราประเมินว่าดัชนีปีหน้าไม่น่ามีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ จากจุดสูงสุดเดิมของปีนี้ที่ 1,649 จุด เนื่องจากความไม่แน่นอนทั้งเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ ปัจจัยเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดยประเมินเป้าหมายดัชนีปีหน้าที่ 1,600 จุด เท่านั้น

ส่วนการลงทุนในช่วงสุดท้ายของปีที่เหลือ แนะนำลงทุนในหุ้นเพียง 30-40% ของพอร์ตเท่านั้น เนื่องจากตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงสูง