ภายใต้กรอบลงทุนเดิมของ "กองทุนประกันสังคม" อีก 50 ปีข้างหน้า มีโอกาสเงินหมดได้ จึงต้องปรับแผนการลงทุนใหม่ เพิ่มผลตอบแทน-ยืดอายุกองทุน
"กองทุนประกันสังคม" มีการเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน (สิ้น ก.ย. 2013) มีสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.06 ล้านล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ของไทย
ภายใต้กรอบการลงทุนเดิมหากไม่ทำอะไร โอกาสที่เงินของประกันสังคมจะหมดลงในปี 2060 หรือประมาณ 50 ปี ข้างหน้า จะมีโอกาสเกิดขึ้นถึง 57.7%
นั่นเป็นที่มาของแนวคิดในการ "ปรับแผนกลยุทธ์การลงทุนใหม่" ของประกันสังคม ที่จะช่วยทำให้โอกาสที่เงินจะหมดลงนั้นลดลงเหลือเพียง 28.5% หรือลดลงกว่าครึ่งเลยทีเดียว
Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวการปรับยุทธ์ศาสตร์ลงทุนของกองทุนประกันสังคมมาฝากกัน
..............................
@ กรอบการลงทุนเดิมเน้นมั่นคง เกี่ยวกับเรื่องนี้ "วิน พรหมแพทย์" หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน สำนักบริหารการลงทุน สำนักงานประกันสังคม บอกว่า การลงทุนทั้งหมดของกองทุนประกันสังคมนั้นเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2549 ซึ่งกำหนดให้กองทุนประกันสังคมลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่า 60% ของเงินกองทุน และลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้ไม่เกิน 40% ของเงินกองทุน โดยในการดำเนินการลงทุนนั้น สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการลงทุนตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมฯ และตามแผนการลงทุนประจำปีที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคมโดยจะพิจารณาจากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับความเสี่ยงของการลงทุนและคำนึงถึงความมั่นคงของกองทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนจำนวน 1,062,696 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 836,946 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 79% ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล 704,848 ล้านบาท คิดเป็น 63.33% ,พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน 89,524 ล้านบาท คิดเป็น 8.42%และหุ้นกู้เอกชน 42,574 ล้านบาท คิดเป็น 4.01% และลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 225,750 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 21% ได้แก่ เงินฝากธนาคาร (ไม่ค้ำประกัน) 30,832 ล้านบาท คิดเป็น 2.9% ,ตราสารหนี้อื่นๆ 64,316 ล้านบาท คิดเป็น 6.05% ,หน่วยลงทุน 39,275 ล้านบาท คิดเป็น 3.70% และหุ้นสามัญ 91,327 ล้านบาท คิดเป็น 8.59%
"ภายใต้กรอบการลงทุนเดิมนี้ในช่วงที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และหากยังใช้กรอบการลงทุนนี้ต่อไปมีการประมาณกันว่าเงินกองทุนประกันสังคมจะหมดลงในปี 2060 นั้น มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอยู่ประมาณ 57.7% ที่จะเกิดขึ้น นั่นทำให้ประกันสังคมมีแนวทางในการปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า"
@ กรอบการลงทุนใหม่ขยับสู่สินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยวิน ยังบอกอีกว่า ภายใต้สถานการณ์การลงทุนโลกที่มีความผันผวนมากขึ้นและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนก็ยากขึ้นทำให้กองทุนประกันสังคมมีการทบทวนเพื่อ "ปรับแผนกลยุทธ์การลงทุนใหม่" ในอีก 5 ปี ข้างหน้า โดยจะปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและสินทรัพย์เสี่ยงจากปัจจุบันประมาณ 80 : 20 ลงไปสู่ระดับ 64 : 36 ในอีก 5 ปี ข้างหน้า โดยจะมีการลดในส่วนของหุ้นไทยลงจาก 9.8% เหลือ 8.0% และไปเพิ่มในหุ้นตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่เป็น 15.0% จากเดิมไม่มี ในขณะที่จะลดสัดส่วนของพันธบัตรรัฐบาลไทยจากเดิม 88.0% เหลือ 51.0% และเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรโลกจาก 2.0% ไปสู่ระดับ 16.0% ทั้งนี้จะมีการเพิ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขึ้นจากเดิม 0.5% เป็น 10.0% ซึ่งเป็นแผนการปรับกลยุทธ์ในระยะยาวช่วง 5 ปี ข้างหน้าของทางประกันสังคม โดยจะมีการพิจารณาเพิ่มการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนทางเลือกทั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน สินค้าโภคภัณฑ์ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นด้วย
ภายใต้กรอบแนวคิดใหม่ดังกล่าวจะช่วยให้ผลตอบแทนของการลงทุนปรับตัวดีขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 4.5% ไปเป็น 5.5% อาจจะดูว่าเพิ่มขึ้นมาเพียง 1.0% เหมือนไม่มาก แต่ 1.0% จากเงินลงทุน 1 ล้านล้านบาท ก็เป็นเงินที่เพิ่มขึ้นมาต่อปี 10,000 ล้านบาท ถือว่าไม่น้อยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ผลจากการปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่นี้จะทำให้การลงทุนของประกันสังคมมีโอกาสขาดทุนมากกว่า 2.0% จากเดิมที่ไม่มี โดยจะมีโอกาสเกิดขึ้นเป็น 1 ปี ใน 20 ปี
"แม้ในแง่ของอัตราผลตอบแทนจะดูเหมือนเพิ่มขึ้นมาไม่มากจากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว คือ เพิ่มมาประมาณ 1.0% เท่านั้น แต่ข้อดีจากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว คือ โอกาสที่เงินของประกันสังคมจะหมดลงในปี 2060 หรือประมาณ 50 ปี ข้างหน้า จะมีโอกาสเกิดขึ้นลดลงจากเดิมที่มีโอกาสเกิดขึ้น 57.7% เหลือเพียง 28.5% หรือลดลงกว่าครึ่งเลยทีเดียว นั่นจะทำให้ประกันสังคมมีเงินที่จะดูแลสมาชิกได้ยาวนานยิ่งขึ้นด้วย"
@ โชว์กำไรสะสมมากกว่า 3 แสนล้านบาท ปัจจุบันเงินกองทุนประกันสังคม 1,062,696 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเงินสมทบสะสม (หลังหักค่าใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี) จากนายจ้างและลูกจ้างและรัฐบาล จำนวน 751,094 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนสะสม 311,602 ล้านบาท ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 22 ปี ที่สำนักงานประกันสังคมรับผิดชอบการบริหารกองทุนได้สร้างผลกำไรสะสมจากการลงทุนมากกว่า 3 แสนล้านบาท ทำให้กองทุนมั่นคงมากขึ้นสามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
สำหรับเงินกองทุนประกันสังคม 1,062,696 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็น "เงินกองทุนกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ" 939,859 ล้านบาท สะสมไว้เตรียมจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีบำนาญชราภาพ โดยจะเริ่มมีการจ่ายบำนาญชราภาพในปี 2014 ซึ่งบริหารได้รับอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน 4.7% , "เงินกองทุนที่ดูแลผู้ประกันตนกรณีเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร" 42,396 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.67% , "เงินกองทุนกรณีว่างงาน" 78,332 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.7% และ "เงินกองทุนมาตรา 40" จำนวน 2,109 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.92-3.18%
"ในปี 2014 จะเริ่มมีการจ่ายเงินบำนาญออกให้กับสมาชิกแต่ยังเป็นจำนวนคนที่ไม่มากนัก และในช่วงประมาณ 20 ปี นับจากนี้กองทุนยังจะคงมีเงินไหลเข้ามากกว่าเงินที่ไหลออกและไม่ส่งผลกระทบอะไรกับกองทุนประกันสังคม แต่กองทุนก็ต้องคิดถึงการปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่ออนาคตที่ไกลกว่านั้นด้วยเช่นกัน"
@ กระจายให้ บลจ.ช่วยบริหารมากขึ้น วิน บอกว่า ล่าสุดทางคณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบให้นำเงินกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ 45,000 ล้านบาท จัดสรรให้ บลจ.5 แห่ง บริหาร รายละ 9,000 ล้านบาท ได้แก่ 1) บลจ.กสิกรไทย 2) บลจ.กรุงไทย 3) บลจ.ไทยพาณิชย์ 4) บลจ.เอ็มเอฟซี และ 5) บลจ.ธนชาต โดยกำหนดกรอบการลงทุนเหมือนกันทั้งหมดคือลงทุนในหุ้นได้ไม่เกิน 20% และจะมีการเปรียบเทียบผลงานการบริหารกับดัชนีเทียบวัดซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยดัชนีตลาดตราสารหนี้ 80% และตราสารทุน 20% ซึ่งบลจ.แต่ละแห่งจะต้องสร้างผลตอบแทนให้ดีกว่าดัชนีเทียบวัดนี้ให้ได้ โดยจะให้ส่งรายงานการลงทุนทุกไตรมาสและจะดูผลการดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 3 ปี ถ้าแพ้ดัชนีติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็จะถูกคัดออก โดยสัญญาจ้าง บลจ.ทั้ง 5 รายนี้มีเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 13 - 30 ก.ย. 18 โดยจะคิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการเท่ากันทั้งหมด
"เดิมทางประกันสังคมมีการให้บลจ.ข้างนอกบริหารเงินให้อยู่เดิม 12,000 ล้านบาท ผ่าน 2 บลจ.ได้แก่ บลจ.กสิกรไทยและบลจ.ธนชาตซึ่งจะครบกำหนดในช่วงกลางปีหน้า ก็ต้องมีการพิจารณาดูอีกครั้งว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป ซึ่งแนวทางในการกระจายให้บลจ.ข้างนอกช่วยบริหารเงินก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทางสำนักงานประกันสังคมยังให้ความสำคัญเช่นกัน นอกจากการบริหารด้วยตัวเองแล้ว"
ทั้งหมดนี้คือหนึ่งในแนวทางการปรับ "ยุทธศาสตร์การลงทุน" ของสำนักงานงานประกันสังคม เพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนและยืดอายุกองทุนเพื่อจะได้ดูแลสมาชิกกองทุนได้ยาวนานยิ่งขึ้นนั่นเอง









