วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สำรวจ "ไทยเบฟเวอเรจ" ผ่าน 2 โหรหุ้น

หุ้นไทยเบฟเวอเรจ โชว์ความเลิศติดอันดับ 1 ใน 20 ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ค่า P/E ต่ำ 20 เท่า บล.เคที ซีมิโก้ ควงแขน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน เชียร์ "สอย"

เมื่อ 9 ปีก่อน หน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เคยถูกจับจองพื้นที่โดยกลุ่มผู้คัดค้านการนำ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ หรือ THBEV ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ช้างของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เข้าตลาดหุ้นไทย อาทิเช่น “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ในฐานะประธานกองทัพธรรม ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์กว่า 5,000 รูป ตัวแทนจากทั้ง 4 ภาคของเมืองไทย ที่มารวมตัวกันยาวเหยียดไปถึงคลองเตย

เมื่อสังคมเกิดความคิดต่าง “เจ้าสัวเจริญ” ตัดปัญหา ด้วยการนำ “ไทยเบฟเวอเรจ” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2549 ด้วยการขายหุ้นไอพีโอ 4,890 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.28 เหรียญสิงคโปร์ โดยเสนอขายให้นักลงทุนรายย่อยประเทศสิงคโปร์ 244.5 ล้านหุ้น คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของหุ้นทั้งหมดที่เสนอขาย

ส่วนที่เหลือ 4,640 ล้านหุ้น คิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ ขายให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลก ในครานั้นบริษัทสามารถโกยเงินระดมทุนได้มากถึง 1,574 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 38,000 ล้านบาท เงินที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอ ส่วนหนึ่งนำไปชำระหนี้เงินกู้ระยะสั้น และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

การขยับขยายธุรกิจ จากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปสู่ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร ถูก “จุดพลุ” ขึ้นทันที หลังจากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น สิงคโปร์ ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจสุรา,เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร ถือหุ้นใหญ่ 65.89 เปอร์เซ็นต์ โดย “เจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี”

ในปี 2555 “ไทยเบฟเวอเรจ” มีรายได้รวม 161,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2554 ที่มีรายได้รวม 132,187 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 28,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 11,967 ล้านบาท

“ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ อยู่ระดับประมาณ 350,000 ล้านบาท หรือประมาณ 13,810 ล้านเหรียญสิงคโปร์ มีขนาดความใหญ่เป็นอันดับ 12 ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ จากเมื่อก่อนหุ้นเราอยู่เพียงลำดับที่ 20 เท่านั้น หากจะบอกว่า หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ เป็น “หุ้นบลูชิพ” คงไม่ผิด “หนุ่ม-ฐาปน สิริวัฒนภักดี” บุตรลำดับที่ 3 จากจำนวนพี่น้อง 5 คน ของ “เจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนาภักดี” ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ “ไทยเบฟเวอเรจ” พูดกลางงาน “ไทยเบฟ เอ็กซ์โป 2013”

หลังบริษัทเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ เอฟแอนด์เอ็น ผู้ประกอบธุรกิจอาหารเครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศสิงคโปร์ เมื่อปลายปี 2555 ทำให้มูลค่าการซื้อขายหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ เพิ่มเป็น 20-30 ล้านหุ้นต่อวัน จากเมื่อก่อนที่มีมูลค่าการซื้อขายเพียงวันละ 5-6 ล้านหุ้นเท่านั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนักลงทุนเริ่มรู้จัก “อาณาไทยเบฟเวอเรจ” มากยิ่งขึ้น “หนุ่ม” วิเคราะห์

เราจะพยายามจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง บริษัทมีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ ที่ผ่านมามีนักวิเคราะห์หลายรายมองว่า การมี F&N จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโต นักลงทุนรายใดสนใจหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ เชิญลงทุนผ่านระบบเชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ ASEAN Linkage ได้เลย หุ้นเรามีสภาพค่อนข้างที่ดี ณ วันที่ 11 มี.ค.2556 หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ มี Free Float 25.83 เปอร์เซ็นต์

“ฐาปน” ดีกรีปริญญาตรี-โท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ไม่ลืมจะพูดเรื่องแผนธุรกิจ ก่อนโยนให้ 2 นักวิเคราะห์ “เชียร” หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ต่อว่า ภายในปี 2563 เราต้องมียอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของผู้ผลิตเครื่องดื่มในแถบเอเซีย ปัจจุบันเรายืนอยู่ในลำดับ 7 ของเอเซีย

เบอร์ 1 คือ “คิริน” สัญชาติญี่ปุ่น ถามว่า ต้องมีรายได้เท่าไรจึงจะขึ้นไปยืนบนยอดได้ เขาบอกว่า เราต้องมีรายได้เฉลี่ย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 750,000 ล้านบาท คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และกลุ่มบริษัทต้องมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15-17 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องทุกปี

“เราจะเติบโตในรูปแบบ Organic Growth หรือการเจริญเติบโตจากธุรกิจหลักของบริษัท โดยไม่ได้โตจากการซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อภายในของเราดี การควบรวมกิจการ หรือ M&A กับคนอื่นจะทำได้ง่ายมากขึ้น”

“เรณู บรรดาศักดิ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ความน่าสนในของหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ นอกจากหุ้นจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการการเมือง และสามารถขยายฐานออกนอกประเทศได้ง่ายแล้ว วันนี้หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ยังติดอันดับ 1 ใน 20 ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ ถือเป็นหุ้นหลักที่เหล่าผู้จัดการกองทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ต้องมีไว้ครอบครอง

นอกจากนั้นหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ยังมี “อัตราส่วนราคาต่อกำไร” หรือค่า P/E อยู่ระดับ 20 เท่า ถือว่าต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกันทั่วโลกที่มีค่า P/E เฉลี่ย 25 เท่า นั่นแปลว่า วันนี้หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ มีราคาถูกมาก!! หลายคนมองว่า 6 เดือนแรกของปี 2556 “ไทยเบฟเวอเรจ” อาจมี “กำไรสุทธิ” ไม่สวย เพราะเพิ่งเข้าไปซื้อหุ้น เอฟแอนด์เอ็น แต่เราเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2556 บริษัทอาจมีดอกเบี้ยจ่ายลดลง (ดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้เงินมาซื้อหุ้น เอฟแอนด์เอ็น)
ขณะที่ในปี 2557 บริษัทอาจมี “กำไรสุทธิ” เติบโตเฉลี่ย 16 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E สิ้นปี 2556 อาจลดลงกว่า 1 เท่า ทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้นแนะนำ “ซื้อ” หุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ราคาเป้าหมายปี 2557 อยู่ที่ 0.66 เหรียญสิงคโปร์ หรือให้ผลตอบแทน (อัพไซด์) ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จากราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 0.55 เหรียญสิงคโปร์

“ข้อมูลสำคัญทางการเงิน” ที่บริษัทแจกให้ผู้มาร่วมงาน ระบุว่า ณ สิ้นปี 2555 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.4 เท่า เทียบกับปี 2554 ที่อยู่ระดับ 0.6 เท่า อัตราส่วนเงินกู้ยืมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.2 เท่า เทียบกับปีก่อนที่ 0.3 เท่า อัตราการจ่ายเงินปันผล 37.2 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปี 2554 ที่จ่ายเงินปันผล 77 เปอร์เซ็นต์ และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 38.8 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2554 ที่อยู่ระดับ 19.9 เปอร์เซ็นต์

เธอ แจกแจงต่อว่า ปัจจุบันหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ถือเป็นหุ้นที่นักลงทุนไทยสนใจมากเป็นอันดับ 1 รองจากหุ้น แอร์เอเซีย ประเทศมาเลเซีย และหุ้น สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (สิงเทล) ประเทศสิงคโปร์ เห็นได้จากการที่นักลงทุนสั่งซื้อหุ้นไทยเบฟเวอเรจมากสุด นั่นอาจเป็นเพราะคนไทยคุ้นเคยกับบริษัทแห่งนี้เป็นอย่างดี และเห็นว่า ที่ผ่านมาราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆในตลาดหุ้นสิงคโปร์ แถมบริษัทยังจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง

นักลงทุนรายใดที่สนใจลงทุนหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ปัจจุบันไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีตที่ต้องบินไปเปิดพอร์ตถึงประเทศสิงคโปร์ ตอนนี้โบรกเกอร์ในเมืองไทยหลายแห่งมีไลน์เซ่นส์ ASEAN Linkage ฉะนั้นนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในกลุ่มอาเซียนได้ใน 7 ตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม 2 ตลาด

“นักลงทุนต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินเล็กน้อย แต่เท่าที่ดูก่อนหน้านี้ค่าเงินบาทสิงคโปร์ไม่ได้แตกต่างกับเมืองไทยมากนัก ดังนั้นก่อนลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้มากๆ”

ฟาก “ยศพณ แสงนิล” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) บอกถึงเหตุผลที่นักลงทุนสนใจหุ้น ไทยเบฟเวอเรจว่า เขาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องดื่ม เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในแถบเอเชียรายอื่นๆ

แถมยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราเติบโตในแง่ของ “กำไรสุทธิ” ค่อนข้างดี ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือค่า P/E อยู่เพียงระดับ 20 เท่า ถือว่าราคาหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ค่อนข้างถูก ทำให้หุ้นมีความน่าสนใจ
เขา พูดในทำนองเดียวกับ “ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคที ซีมิโก้” ว่า หากนักลงทุนอยากซื้อหุ้น ไทยเบฟเวอเรจ ปัจจุบันไม่ยากแล้ว ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆทำให้การซื้อขายคล่องตัวมากขึ้น วันนี้นักลงทุนมี 2 ทางเลือก นั่นคือ ไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ประเทศสิงคโปร์ หรือซื้อผ่าน ASEAN LINKAGE ถ้าอยากสะดวกสุดๆแนะนำอย่างหลัง

“อุปสรรคของการลงทุนผ่าน ASEAN LINKAGE คือ นักลงทุนยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบและข้อมูลที่จำเป็นต่อการลงทุนในแถบอาเซียน เพราะเรื่องนี้ยังใหม่ ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังพยายามให้ข้อมูลและความรู้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่”