โบรกเกอร์เผยกลุ่มโรงกลั่น โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ผลจากกำไรสต็อกน้ำมัน แนะขายทำกำไร เปลี่ยนกลุ่มเล่น
ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 หุ้นในกลุ่มโรงกลั่น ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นของ บริษัท ไออาร์พีซี มีกำไรสุทธิ 1,047.32 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.65% บริษัท ไทยออยล์ มีกำไรสุทธิ 7,608.94 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 24.45% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล มีกำไรสุทธิ 9,609.96 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 25.38% ขณะที่บริษัทบางจากปิโตรเลียม มีกำไรสุทธิ 1,359.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.82%
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ถือว่าออกมาตามที่คาดไว้ โดยผลประกอบการส่วนกลุ่มธุรกิจดังกล่าวปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน แต่ขณะเดียวกัน หากเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2555 ถือว่าผลการดำเนินงานออกมาต่ำจากปีก่อนค่อนข้างมาก
"ผลการดำเนินงานของไตรมาส 3 ออกมาดีกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากส่วนใหญ่ได้กำไรจากสต็อกน้ำมัน ที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จากช่วงไตรมาส 2 ที่มีปัญหาขาดทุนจากเรื่องสต็อกน้ำมันเช่นกัน ทำให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ที่ออกมาดีกว่าไตรมาสก่อน จึงถือว่าไม่ผิดความคาดหมายมากนัก"
หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าผลการดำเนินงานออกมาค่อนข้างต่ำ เพราะราคาน้ำมันเมื่อเทียบกับปีก่อน ถือว่าลดลงมาค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตามตาม สำหรับแนวโน้มของผลการดำเนินงานไตรมาส 4 กลุ่มโรงกลั่นนั้น มองว่าผลประกอบการมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจจีน ยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการน้ำมันอยู่ในระดับทรงตัว แต่ในขณะเดียวกัน กำลังการผลิตของน้ำมัน ยังคงมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงได้
สำหรับคำแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นนั้น มองว่าหากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น แนะนำให้นักลงทุนทำกำไร เนื่องจากแนวโน้มความต้องการน้ำมันทั่วโลกนั้นยังคงไม่ดีขึ้น ทำให้การถือหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเริ่มมีความเสี่ยง จึงแนะนำให้นักลงทุน ลงทุนหุ้นกลุ่มอื่นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า
ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แนวโน้มกำไรกลุ่มโรงกลั่นไตรมาส 3 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันปรับลดลงทำระดับต่ำสุดของปีไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 โดยสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ไตรมาส 3 จะมีการบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันกว่า 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะเดียวกันค่าการกลั่นมีแนวโน้มทรงตัว
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 น่าจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการปิโตรเคมี และปิโตรเลียม จะส่งผลเกิดความต้องการเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ยังมีผลของฤดูการที่คาดว่า จะช่วยสนับสนุนให้ความต้องการน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของโรงกลั่น จะได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในหลายทวีปทั่วโลก ซึ่งจะหนุนให้ความต้องการใช้น้ำมัน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงทำความร้อนปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีนั้นคาดว่า ผู้ประกอบการจะเริ่มเก็บสต็อกวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตสินค้าในช่วงปลายปี









