วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้สัญญาณบวกรัฐถอนนิรโทษ

นักเศรษฐศาสตร์ระบุรัฐบาลถอนพ.ร.บ.นิรโทษ"สัญญาณบวก"ชี้ต่างชาติเข้าใจการเมืองไทย จับตาประชุมรัฐสภา"จบเร็ว-ม็อบประชาธิปัตย์หยุด"ตลาดรีบาวนด์

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเมืองจากกรณีรัฐบาลประกาศถอนร่าง พ.ร.บ.นิiโทษกรรม 6 ฉบับนั้น ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้น สะท้อนว่ารัฐบาลมีท่าทียอมถอยมากขึ้น แม้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย เหมะ ยังคงค้างอยู่ในสภา ซึ่งหลังจากนี้ต้องดูกระแสตอบรับของผู้ชุมนุมว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

"การที่รัฐบาลยอมนำ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 6 ฉบับออกมานั้น ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลยอมถอย ทำให้ผู้ชุมนุมลดความร้อนแรงลงได้บ้าง แต่ต้องมาดูว่าในส่วนของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ยังค้างอยู่ในสภานั้นจะดำเนินการอย่างไร และวุฒิสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป"

สำหรับความเชื่อมั่นภาคการบริโภค และการลงทุน ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองยิ่งกดดันการบริโภคและการลงทุนหดตัวมากขึ้น ต้องรอดูว่าปัจจัยทางการเมืองจะมีแนวโน้มเบาบางลงเมื่อใด หากยังคงความตึงเครียด และ พ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ จะส่งผลให้นักลงทุนยิ่งชะลอการลงทุน ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้น้ำหนักของการชุมนุมมากนัก แต่ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพของรัฐบาล หากการชุมนุมอยู่ในพื้นที่จำกัด และไม่กระทบพื้นที่เศรษฐกิจ เชื่อว่าก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

ห่วง 'เผชิญหน้า' ฉุดตลาดหุ้น

นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ฟินันซ่า กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองมีพัฒนาการที่น่ากังวลในขณะที่รัฐบาลพยายามถอยแต่ม็อบมีท่าที "ไม่ยอมถอย" ในท้ายที่สุดรัฐบาลจะถอยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ถอยเช่นกัน ทำให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและอาจจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ยิ่งหากโครงการ 2 ล้านล้าน และโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ย่อมกระทบเศรษฐกิจประเทศ

"ต้องจับตาม็อบประชาธิปัตย์ว่าจะยอมยุติหรือไม่ เพราะม็อบอื่นๆ ไม่น่ากังวล ต้องรอการประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ หรือถ้าเลื่อนมาพิจารณาเร็วขึ้นและจบได้เร็ว ตลาดก็อาจจะดีดกลับได้เช่นกัน มองว่ารัฐคงไม่ยุบสภา เพราะสถานการณ์ไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายรัฐ จากประเด็นที่เกิดขึ้นต่างๆ เลือกตั้งกลับมาใหม่ อาจไม่ได้เสียงข้างมากพรรคเดียวเหมือนเดิม แต่ถ้ายุบก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเช่นกัน แต่คิดว่ายังไม่ใช่ครั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะได้รัฐบาลผสมกลับมาอีกเพราะครั้งนี้รัฐบาลเสียคะแนนมากพอสมควร"

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบออกข้าง (sideway) ต่อเนื่อง ปกติเมื่อดัชนีเข้าใกล้ระดับ 1,500 จุด กองหุ้นของบริษัทก็จะลดน้ำหนักหุ้นลงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้จากปัจจัยการเมืองก็ลดน้ำหนักหุ้นลงมามากหน่อยเหลือประมาณ 85% เท่านั้น เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนเพราะมองว่าตลาดเองก็รับข่าวไปมากแล้วเช่นกัน

หุ้นไทยผันผวนหนักลดลง 9.74จุด

ภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้ (7 พ.ย.) ดัชนีผันผวนแรงตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ ระหว่างวันดัชนีปรับสูงสุดที่ระดับ 1,438.86 จุด ปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,420.01 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,425.23 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,425.23 จุด ลดลง 9.74 จุด หรือ 0.68% มูลค่าการซื้อขาย 42,574.09ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 567.08 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปขาย 161.72 ล้านบาท ขณะที่สถาบันซื้อสุทธิ 357.31 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 371.49 ล้านบาท

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยผันผวนแรง ในช่วงเช้าดัชนีปรับลดลงกว่า 11 จุด หลังจากนั้นฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงบ่ายของวัน หลังนายกรัฐมนตรีออกมาแถลงถอนพ.ร.บ.ปรองดองทั้ง 6 ฉบับออกจากสภาฯ ทำให้นักลงทุนคลายกังวลและส่งผลให้หุ้นฟื้นตัวขึ้น แต่จากนั้นก็อ่อนตัวลงเพราะจริงๆ แล้ว ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังไม่ได้ถูกถอนออก เนื่องจากไม่ใช่อำนาจรัฐบาล แต่เป็นอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่ง สว.ได้เลื่อนวันพิจารณาพ.ร.บ.ดังกล่าว มาเป็นวันที่ 8 ต.ค.นี้ เวลา 14.00 น. จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 11 พ.ย.

ส่วนแนวโน้มในวันนี้ ( 8 พ.ย.) ต้องติดตามการสถานการณ์การเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะการประชุมของสว.เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งคาดว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าก่อนตลาดหุ้นปิดทำการ ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าซื้อหุ้นและส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง โดยประเมินแนวรับที่ 1,420 จุด และแนวต้าน 1,450 จุด ด้านกลยุทธ์ แนะนำรอดูสถานการณ์ไปก่อน

"ยอมรับว่าในช่วงนี้นักลงทุนต่างชาติมีความกังวลเรื่องการเมืองไทย ทำให้มีแรงเทขายออกมาต่อเนื่อง ซึ่งหากสถานการณ์ยังคลุมเครือเช่นนี้ จะทำให้ต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย แต่คงเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก เพราะปัจจุบันเหลือยอดซื้อสุทธิประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่มียอดซื้อสุทธิสูงถึง 2 แสนล้านบาท"