เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์แจ้งงบงวด 9 เดือน ขาดทุนเพิ่มขึ้น 328.07% จากงวดเดียวกันปีก่อน ส่วนไตรมาส 3 ขาดทุนเพิ่ม 370%
บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (MPIC) ผู้ประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจด้านบันเทิงผ่านสื่อโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2556 มีขาดทุนสุทธิ 186.04 ล้านบาท ลดลง 328.07% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 43.46 ล้านบาท ส่วนงวดไตรมาส 3/2556 มีขาดทุนสุทธิ 138.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้น 370.46% จากงวดเดียวกันปีที่แล้ว ที่ขาดทุนสุทธิ 29.46 ล้านบาท โดยสาเหตุเหตุหลัก มาจากรายได้ของบริษัทรายได้ลดลง โดย ณ ไตรมาส 3/2556 บริษัทมีรายได้รวม 170.41 ล้านบาท ลดลง 44.72 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 215.13 ล้านบาท หรือลดลง 20.79% เกิดจากการลดลงของรายได้จากการขายวีซีดีและดีวีดี
ต้นทุนผลิตบริการและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 3/2556 ลดลง เป็น 124.62 ล้านบาท หรือลดลง 29.63% สาเหตุหลักเกิดจากกลุ่มบริษัทมีรายได้ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและบริการลดลงเช่นเดียวกัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สำหรับไตรมาส 3/2556 เพิ่มขึ้นเป็น 196.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 174.84% เกิดจากการสำรองค่าเผื่อการด้อยค่าค่าความนิยมในบริษัทย่อย
บริษัทระบุว่า ประชุมคณะกรรมการบริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 มีมติให้สัตยาบันการกู้ยืมเงินของบริษัท จากบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ในวงเงินกู้ไม่เกิน 150 ล้านบาท โดยบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2556 ทั้งสิ้น 601.06 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 91.37% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท
การที่ นายวิชา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริษัท เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป การเข้าทำรายการดังกล่าวจึงเป็นการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ประเภทรายการรับความช่วยเหลือทางการเงินและมีขนาดรายการรวมทั้งหมดของรายการเกินกว่า 0.03% แต่ไม่เกิน 3% ของสินทรัพย์สุทธิ หรือไม่เกิน 20 ล้านบาทแล้ว แต่จำนวนใดจะสูงกว่ากัน และเป็นไปตามเงื่อนไขการค้าทั่วไป จึงไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ทั้งนี้ วงเงินกู้ยืมครั้งนี้ มีมูลค่า 150 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5% หลักฐานการกู้ยืมเงินคือตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งจะออกให้แก่ผู้ให้กู้เพื่อเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม กำหนดการชำระคืนคือเมื่อผู้ให้กู้ทวงถาม และไม่มีหลักประกัน ส่วนประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับคือ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการของบริษัท
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2556 ปรับลดลงแรง โดยราคาต่ำสุดที่ 2.58 บาท







