นิคมอุตสาหกรรมทวายไทย-พม่าอืด รัฐบาลดึง "พงษ์ศักดิ์" ร่วมทีมเจรจา ก่อนประชุมคณะกรรมการร่วมในไทย 21 พ.ย. ชี้ความไม่ชัดเจนนลท.ไทย-ญี่ปุ่นชะลอ
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าในวันที่ 21 พ.ย. นี้ คณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-พม่าเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JCC) ซึ่งจะมีการประชุมที่ประเทศไทยเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการ โดยเฉพาะประเด็นการลงทุนในโครงการของนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) และรายละเอียดของโครงการรวมทั้งการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมระยะเริ่มต้น (Early Industrial) ของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการประชุม JCC ที่ประเทศไทยได้มีการหารือในระดับเจ้าหน้าที่ไปเจรจาในรายละเอียดในฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน โดยฝ่ายไทยมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และ กระทรวงการคลัง เดินทางไปเจรจากับฝ่ายพม่าในวันที่ 7- 8 พ.ย. นี้ ที่ประเทศพม่า โดยเป็นการประชุมในระดับคณะทำงาน (Task Force) ของทั้งสองประเทศ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ท่าทีความสนใจที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมีต่อโครงการทวายขณะนี้ยังไม่มีคืบหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่รอให้โครงการนี้มีความชัดเจน เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ที่ก่อนหน้านี้แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ก็ยังชะลอการตัดสินใจ ส่วนญี่ปุ่นที่ประเทศไทยเชิญชวนเข้ามาลงทุนในขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้ามาร่วมในโครงการนี้หรือไม่เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้เข้ามาช่วยประสานงานในโครงการทวายด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อให้โครงการมีความคืบหน้าเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมานายพงษ์ศักดิ์เสนอว่าควรเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนในโครงการทวายได้รวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์จะเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานของไทยที่จะเดินทางไปเจรจากับพม่าในระหว่างวันที่ 7-8 พ.ย. นี้ด้วย โดยกระทรวงพลังงานมีแผนอยู่แล้วที่จะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าไปเป็นผู้ลงทุนผลิตไฟฟ้าในส่วนของนิติบุคคลเฉพาะกิจด้านไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องในทวาย นอกจากนั้น ก็จะมีการส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งกลับมายังประเทศไทยด้วย
เผยยังไม่ได้ข้อสรุปขนาดพื้นที่โครงการ
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะทำงานระหว่างไทยกับพม่าจะต้องหาข้อสรุปสองเรื่องสำคัญให้ได้ ประการแรก คือ เรื่องการดำเนินการก่อสร้างโครงการถนน และท่าเรือขนาดเล็กเพื่อสนับสนุนโครงการอุตสาหกรรมระยะแรกในทวาย ขณะนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างระหว่างบริษัท Italian-Thai Development Co’s Dawei Development Co (DDC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
"DDC ต้องการให้โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อให้มีการระดมทุนใน SPV ได้ แต่รัฐบาลพม่าต้องการให้มีการแยกทั้งสองโครงการนี้ออกไปจากการลงทุนของโครงการทวายในภาพรวมแต่ยังให้ DDC เป็นผู้ลงทุนต่อไปทั้งสองโครงการ อย่างไรก็ตาม DDC จะต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานพม่าที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อดำเนินโครงการนี้"
แหล่งข่าวกล่าวว่าประเด็นที่สอง 2 คือ DDC ได้เสนอรัฐบาลพม่าในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเฟสแรกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเบา โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2.8 หมื่นไร่ โดยจะร่วมลงทุนกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่ง DDC ให้เหตุผลว่าพื้นที่ขนาด 2.8 หมื่นไร่ จะมีความคุ้มค่าในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพม่ามองว่าการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระยะเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก น่าจะเริ่มจากเพียง 6,000 ไร่ก่อน ซึ่ง DDC มองว่าไม่น่าจะคุ้มกับการลงทุน
"หากไม่สามารถหาข้อยุติ สองประเด็นนี้ การประชุม JCC ในวันที่ 21 พ.ย. อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน"แหล่งข่าวกล่าว
นายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารโลกคนใหม่ ประจำสำนักงานประเทศไทยวานนี้ (6 พ.ย.) กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของพม่าดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยและชาติอื่นในอาเซียนเข้าไปขยายการค้าการลงทุน
นายซาเกา กล่าวว่า รัฐบาลพม่าทำการพัฒนาเศรษฐกิจค่อนข้างดี เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง ขยายตัว 6.5% ปี พิจารณาจากปีงบประมาณเดือนเม.ย.2555-มี.ค.2556 และคาดว่าพม่ายังขยายตัวได้ดีระดับ 6.8% หากคำนวณล่าสุดตั้งแต่เดือนพ.ย. ปีนี้จนถึงเดือนต.ค. ปีหน้า ดังนั้นในระยะกลางพม่ายังขยายตัวได้ระดับนี้
"เราตื่นเต้นกับอนาคตการเติบโตของพม่า คิดว่าตราบเท่าที่การปฏิรูปเศรษฐกิจในพม่ายังคงเกิดขึ้น เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้ายังเกิดขึ้นจะได้เห็นประโยชน์มากมายจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปด้านการสื่อสาร การศึกษา การพลังงานและการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง หากทุกอย่างยังเกิดขึ้นจะช่วยให้เศรษฐกิจพม่ายังขยายตัวได้ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากหากเกิดขึ้นก็ไม่คิดว่ามีความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่เป็นผลจากความร้อนแรงมากเกินไปทางเศรษฐกิจ แต่ความเสี่ยงอยู่ที่เสถียรภาพทางการเมือง และเป็นความท้าทายของรัฐบาลพม่าที่จะทำให้การปฏิรูปประสบผลสำเร็จ แต่เราเชื่อว่าพม่ามีศักยภาพดำเนินการปฏิรูปช่วยเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งได้"
นายซาเกา ซึ่งดูแลโครงการของธนาคารโลกในประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า และ ไทย คิดว่าภาคเอกชนไทยและประเทศอื่นๆ สามารถเข้าไปลงทุนในพม่า และแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้กับพม่า ไม่เพียงแต่เงินกับแหล่งทุนเท่านั้น แต่ยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการค้า เป็นโอกาสให้ไทยและชาติอื่นในอาเซียน
นายซาเกา เชื่อมั่นว่าไทยและชาติอาเซียนอื่นช่วยดึงพม่าเข้าเป็นสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาเซียนอย่างเต็มตัว ซึ่งรัฐบาลไทยมีพันธสัญญาหนักแน่นในการเป็นหุ้นส่วนหรือพันธมิตรกับพม่า อีกทั้งพม่าจะเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนในปีหน้า จึงเป็นโอกาสดีสำหรับอาเซียนที่ให้การสนับสนุนปฏิรูปในพม่า
"ความรวดเร็วในการปฏิรูปของพม่า ทำได้เร็วกว่าประเทศอื่นจากประสบการณ์ที่เคยทำงานกับหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งเพิ่งมีการเปิดเสรีเศรษฐกิจ พบว่าประเทศแถบนั้นต้องใช้เวลานานมาก ขณะที่จีนเป็นประเทศใหญ่มากก็ต้องใช้เวลานานหลายสิบปีในการปฏิรูป"
นายซาเกา กล่าวว่า การลงทุนโดยตรงในพม่าช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลพม่าได้ออกกฎหมายการลงทุนช่วยปรับปรุงภาวะแวดล้อมการลงทุนให้นักลงทุนต่างชาติ มีการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดเสรีเศรษฐกิจโดยรวมทั้งการค้าและการลงทุน
"นักลงทุนทั้งไทยและญี่ปุ่นรวมถึงนักลงทุนจากทั่วโลกต่างมองมาที่พม่า และเป็นเรื่องดีสำหรับพม่าที่มีเงินทุนไหลเข้ามาช่วยพัฒนาพม่า และเป็นเรื่องดีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย"
ชี้พม่าเปิดโอกาสเอกชนไทยเข้าลงทุน
นายซาเกา กล่าวว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่นักลงทุนต่างชาติควรมีควรทำก่อนเข้ามาลงทุนในพม่า มีอยู่ 2-3 เรื่อง กล่าวคือ เรื่องแรกให้ดูแนวโน้มภาวะแวดล้อมโดยรวม แนวโน้มใหญ่คือพม่าเป็นประเทศที่มีประชากร 60 ล้านคนถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีขนาดเดียวกันกับไทย เป็นตลาดใหญ่มีศักยภาพมากและมีโอกาสขยายได้อีกมาก สำหรับนักลงทุนแล้วถือเป็นโอกาสอย่างมาก
เรื่องที่สอง คือ การลงทุนในพม่ายังคงไม่ง่าย เพราะการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ พม่ายังได้อันดับต่ำมาก แม้ปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังได้รับอันดับต่ำ จึงยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักลงทุนเข้ามา แต่เชื่อว่าในที่สุดนักลงทุนค้นหาแนวทางทำธุรกิจในพม่า ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีโอกาสอย่างมากมาย
สุดท้ายเป็นคำแนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วโลก คือ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมต่างๆ ถูกต้องเหมาะสม ต้องดูเรื่องภาษี ข้อมูลโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อุปทานไฟฟ้าเชื่อถือได้ และหลายเรื่องที่นักลงทุนต้องให้ความสนใจ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะของธุรกิจ
"การเป็นนักลงทุนต่างชาติการทำธุรกิจใดเฉพาะเป็นพิเศษต้องได้ภาวะแวดล้อมกับแหล่งที่เหมาะสม เป็น 3 เรื่องที่นักลงทุนต่างชาติในพม่าควรพิจารณา"
ชี้ปฏิรูปการเงินในพม่าต้องใช้เวลา
นายซาเกา กล่าวถึงการปฏิรูปการเงินในพม่า ว่าพม่าได้ผ่านกฎหมายให้อิสระกับธนาคารกลางในการกำกับดูแลนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และพม่าได้รับการสนับสนุนจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจากธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคพัฒนาบทบาทของธนาคารกลาง
"การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนับเป็นย่างก้าวสำคัญมาก และพม่าเริ่มต้นทำอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตลาดเดียว และลดอำนาจการคุมอัตราแลกเปลี่ยนใช้กับตลาดอินเตอร์แบงก์ในการเทรดค่าเงิน แม้เป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ยาก แต่ช่วยให้ธนาคารแต่ละแห่งในพม่าเริ่มปรับปรุงให้เหมือนกับธนาคารไทยและประเทศอื่นๆ"
นายซาเกา กล่าวว่า การปรับปรุงบทบาทของธนาคารกลางในพม่าให้ได้ตามมาตรฐานยังต้องใช้เวลา และเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมือนธนาคารกลางประเทศอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น ถือเป็นการพัฒนาและกระบวนการครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินการ









