วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกฯไทย-เทศลดเป้ากำไรแอดวานซ์

เจ.พี. มอร์ปรับลดลดน้ำหนักลงทุนหุ้นแอดวานซ์ เหลือต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย หลังประเมินธุรกิจสื่อสารเชิงลบผลจากการแข่งขันรุนแรงขึ้น

เจ.พี. มอร์แกน ธนาคารชั้นนำของสหรัฐ ออกบทวิเคราะห์ถึงหุ้นกลุ่มสื่อสารของไทย โดยระบุว่าหลังจากได้พบปะพูดคุยกลุ่มผู้ประกอบการบริษัท และร้านค้าต่างๆ ที่ประกอบธุรกิจโทรศัพท์ไร้สาย พบว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมกำลังรุนแรงมากขึ้น และทำให้ทีมงานของเจ.พี.มอร์แกน มองธุรกิจสื่อสารไทยในเชิงลบ ส่งผลให้ล่าสุด ได้ปรับลดน้ำหนักลงทุนหุ้นแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANCE) เป็นต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย จากเดิมให้น้ำหนักลงทุนปานกลาง

โดยมองว่าบริษัทแอดวานซ์ มีความยืดหยุ่นกับภาวะการแข่งขัน ผลจากขนาดเป็นส่วนแบ่งตลาด แต่จากผลประกอบการบริษัทที่ออกมาในไตรมาส 3/2556 และความเห็นของฝ่ายบริหารงานบริษัท ทำให้ทีมงานเจ.พี.มอร์แกนปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของเอไอเอสช่วงปี 2556-2558 เหลือ 3%-8% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 8%-18%ซึ่งคนส่วนใหญ่คาดไว้ พร้อมกับลดเป้าหมายราคาหุ้นในเดือนธ.ค.ลงเหลือ 120 บาท พิจารณาจากคาดการณ์ราคาเทียบกำไรปี 2558 อยู่ที่ 15 เท่า

ทั้งนี้ งานวิเคราะห์อธิบายว่า ผลประกอบการของเอไอเอสไตรมาส 3 ปีนี้ที่ออกมาอ่อนแอ หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ที่แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 อ่อนแอเช่นกัน โดยเอไอเอสได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในปีนี้ลงเหลือ 5-6% จากเดิมให้ไว้ 6-8% และยังคงคาดการณ์กำไรก่อนหักภาษีค่าเสื่อมไว้ที่ 43% สะท้อนว่ามีแรงกดดันกำไรจากส่วนต่างอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่มีการประหยัดต้นทุนด้านกฎระเบียบได้มากขึ้น

โดยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 8.34 พันล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.78 พันล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลตามปกติ ประกอบกับความเชื่อมันผู้บริโภคที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงทำให้จับจ่ายใช้สอยน้อยลง ทำให้ บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตของรายได้ทั้งปีเป็น 5-6% จากเดิม 6-8%

เจ.พี.มอร์แกนระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3 ของเอไอเอสลดลง 5.1% เทียบปีต่อปี ซึ่งต่ำกว่าระดับ 8% ที่เคยคาดการณ์ไว้ กำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากรายได้ต่ำกว่าคาดไว้ ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อเลขหมายลดลง 5.2%เทียบปีต่อปี ซึ่งตรงข้ามกับคาดการณ์ที่ว่าผู้บอกรับเป็นสมาชิกโยกไปใช้บริการ 3จี เป็นการช่วยเพิ่มกำไรจากส่วนต่าง การบริหารงานลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อเลขหมายของผู้บอกรับเป็นสมาชิกแบบเติมเงินที่เข้ามาใช้บริการเครือข่าย 3จี มากขึ้น แต่เชื่อว่ากิจกรรมการให้ส่วนลดมีส่วนช่วย เมื่อการให้ส่วนลดค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับเครือข่าย3จีใหม่อยู่ที่ 50%

แอดวานซ์ คาดว่าแรงกดดันการใช้จ่ายด้านการตลาดในไตรมาส 4 ปีนี้เพิ่มขึ้น หมายความว่าการใช้จ่ายด้านการตลาดจะอยู่ที่ 6%ของรายได้ในปีนี้ แต่แอดวานซ์ไม่ได้คาดการณ์ระดับการใช้จ่ายด้านการตลาดในปี 2557 และทีมงานเจ.พี.มอร์แกน เชื่อว่าการใช้จ่ายด้านการตลาดในไตรมาส 4 เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าบริษัทสามารถไปในทิศทางใด

"เราเชื่อว่าการประเมินผลประกอบการส่วนใหญ่ มีเพียงองค์ประกอบของต้นทุนเกี่ยวข้องกับผู้บอกรับเป็นสมาชิกโยกไปหาเครือข่าย 3จี เรื่องนี้ถูกบดบังด้วยต้นทุนการแข่งขันเพิ่มขึ้น เรามองว่าวงจรการปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นของคนส่วนใหญ่ ยังผลักดันให้เกิดแรงกดดันแง่การประเมินมูลค่า "

ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดเป้าหมายกำไรปี 2556-2557 ของแอดวานซ์ ลงเป็นเติบโตเพียง 4% และ 15% ตามลำดับ โดยในปี 2557 ต้นทุนค่าไลเซ่นส์ที่ต่ำกว่าค่าสัมปทานเดิม จะเห็นผลเต็มที่ในครึ่งปีหลัง และได้ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 269 บาท จากเดิม 284 บาท

ทั้งนี้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส รายงานกำไรต่ำกว่าคาด โดยกำไรสุทธิลดลง 9% จากไตรมาสก่อน และลดลง 5% จากงวดเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยทำประมาณการ ซึ่งสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายโบนัสพิเศษพนักงานสูงกว่าที่คาด

สอดคล้องกับ นักวิเคราะห์บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ได้ปรับลดประมาณการกำไรแอดวานซ์ ตั้งแต่ปี 2557 ลงประมาณ 6% สาเหตุมาจากรายได้จากบริการด้านเสียงที่ต่ำกว่าที่คาดตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงกว่าที่คาด โดยมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่อัตราการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปีนี้จะต่ำกว่า 100% เพราะบริษัทจะต้องปรับลดมูลค่าเงินลงทุนใน Digital Phone Company (DPC) ลงอีก เนื่องจากกระแสเงินสดในอนาคตของ DPC น่าจะลดลงจากการที่สัมปทานจะหมดอายุในเดือนกันยายน 2557

มูลค่าเงินลงทุนในธุรกิจ DPC อยู่ที่ประมาณ 6.9 พันล้านบาท และบริษัทได้ปรับลดมูลค่าเงินลงทุนส่วนนี้ไปแล้ว 2.4 พันล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/2555 เหลือ 4.5 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการปรับลดมูลค่าเงินลงทุนนี้จะส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำกว่า 100% ของกำไรสุทธิ ซึ่งในรอบนี้ ผู้บริหารคาดว่าจะปรับลดมูลค่าเงินลงทุนอีกครั้งในไตรมาสที่ 4/2556

ด้านบล.เคเคเทรด ก็ได้แนะนำขายหุ้นแอดวานซ์ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 210 บาท มองว่าระยะ สั้นราคาหุ้นแอดวานซ์จะถูกกดดันจากการปรับลดประมาณการของ Consensus หลังผู้บริหารปรับเป้าหมาย รายได้จากการให้บริการปีนี้ลงเหลือโต 5-6% จากเดิม 6-8% สะท้อนผลกระทบเศรษฐกิจต่อการใช้จ่ายผู้บริโภค ซึ่งฝ่ายวิจัยเคเคเทรด มองว่าน่าจะมีสาเหตุจากฐานลูกค้าแอดวานซ์ส่วนใหญ่ เป็นลูกค้าต่างจังหวัด และได้รับกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

นอกจากนี้ บริษัทอาจต้องตั้งด้อยค่าเงินลงทุน DPC ในไตรมาส 4/56 จาก สัมปทาน DPC สิ้นสุดตั้งแต่ 16 ก.ย.56 ทำให้ไม่มีการบันทึกส่วนแบ่งรายได้ แต่จะมี การทบทวนมูลค่าทางบัญชี และอาจต้องตั้งด้อยค่าเงินลงทุน DPC ในไตรมาส 4/56

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2556 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนกระทั่งไปแตะระดับต่ำสุดที่ 237 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 3 เดือนนับจากวันที่ 28 ส.ค.2556 ที่ราคา 228 บาท และล่าสุดปิดการซื้อขายที่ราคา 242 บาท ลดลง 5 บาทคิดเป็น 2.02% ขณะที่หุ้นอินทัช (INTUCH) ปิดตลาดที่ราคา 82 บาทลดลง 1.50 บาทคิดเป็น 1.80%