วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงนิรโทษฉุดศก. ธุรกิจ-แรงงาน-นศ.ต้าน

ห่วงนิรโทษกรรมสุดซอย อุ้ม "ทักษิณ" กระทบเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ-แรงงาน-นักศึกษารวมพลังต้าน

กระแสการคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงท่าที พร้อมรับการตัดสินใจของวุฒิสภา ในวันที่ 11 พ.ย. แม้จะมีการคว่ำร่างดังกล่าวก็ตาม รายการ "Business Talk" กรุงเทพธุรกิจทีวี ได้เชิญ นักธุรกิจ นักศึกษา รวมถึงภาคแรงงาน โดยมีนายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะกรรมการความยั่งยืนทางธุรกิจ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางสาวฌาลิศา ธรรมวงศ์ นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมเปิดมุมมอง

สภาหอฯ ชี้ นิรโทษฉุดศก.แย่ลง

นายบัณฑูร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ร่างนิรโทษกรรมฉบับนี้ เพราะมีประเด็นที่น่าห่วงคือเรื่องความแตกแยก ซึ่งก็เห็นแล้วว่าไม่ได้เกิดความปรองดองอย่างที่รัฐบาลพูด กลายเป็นการสร้างความแตกแยก สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น ภายในประเทศ และที่เป็นปัญหาใหญ่ร่างฯ นี้ทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ลง อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทันที คือ ภาคการท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นการลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ

"เรื่องนี้ไม่มีทางสรุปลงได้ง่าย แม้จะประกาศว่าถอย แต่เรื่องนี้ยังไม่จบอาจยืดเยื้อ ถ้าเป็นเช่นนั้นความหวังที่ไทยจะได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็จะเริ่มน้อยลง"

เขากล่าวว่า ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศน้อย เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ที่โดยเฉลี่ยทุกปีจะได้เงินลงทุนมากกว่าไทย 7-8 เท่า และ 3 ปี ที่ผ่านมาไทยก็ยังได้เงินลงทุนที่น้อยกว่าเงินไปลงทุนในมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย สาเหตุใหญ่ คือ เรื่องของความไม่แน่นอน ความไม่สงบ ทางการเมือง รวมถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันสูง เป็นสิ่งที่ไทยแสดงให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไม่มี rule of law คือ การบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามกฎหมาย

"ที่ผ่านมาเราบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายอยู่ตลอดเวลา ทุกเรื่อง จนกระทั่งต่างชาติมองว่า ไทยไม่มีหลักการที่มั่นคง ร่างฯ นี้ กระทบหลายคดี ที่สำคัญกระทบถึงความน่าเชื่อถือของประเทศ ไปบิดเบือนให้คนผิดหลุดพ้นจากการไต่สวน นานาชาติมองไทยว่า เรามีระดับคุณธรรมต่ำ ไม่น่าเชื่อถือ และไม่น่าเกี่ยวพันด้วย"

นายบัณฑูร กล่าวด้วยว่า คดีที่หลุดไปเพราะร่างฯ นี้ ถูกการตัดสินโดยศาล ศาลตัดสินแล้ว แต่มาบอกให้นิรโทษ ไทยจะถูกมองว่า ระบบศาลไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ความยุติธรรมในไทยเสียหาย กระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก

ส่วนการแสดงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ออกมานั้น เขาเห็นว่า เป็นการพักชั่วคราวของรัฐบาล ซึ่งในลักษณะนี้ก็ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจประเทศ

"รัฐบาลควรหันมาสนใจพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเราต้องแข่งขันในอาเซียน ทั้งด้านการส่งออก ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะส่งออกไทยก็มีปัญหาโตแค่ 1% ปีหน้าน่าจะติดลบ เพราะเราเสียสิทธิ จีเอสพี ตลาดสหรัฐไป สหภาพยุโรปก็มี 3 รายการใหญ่ที่เราถูกตัด เพราะรัฐบาลไม่ให้ความสนใจกับเรื่องของประเทศชาติก่อน แต่ไปสนใจเรื่องนิรโทษกรรมมาตั้งแต่แรก" นายบัณฑูร กล่าว

นศ.ชี้รัฐทำให้คอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติ

นางสาวฌาลิศา กล่าวว่า ในส่วนของนักศึกษามีจุดยืนเดียวกันว่า จะสามารถนิรโทษกรรมให้ประชาชนที่แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองได้ แต่ในส่วนของแกนนำ หรือกรณีอื่นๆ ควรจะได้รับการลงโทษตามที่ศาลทำคำสั่งไว้

"เรามีความกังวลเรื่องค่านิยมการคอร์รัปชัน ถ้าในระดับประเทศศาลตัดสินมาแล้วว่าผิด แต่กลับได้นิรโทษ ต่างชาติจะมองว่า ศาลในประเทศยังไม่สามารถตัดสินลงโทษคนในประเทศได้ ความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมเราก็จะหมดไปเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชน ที่ผ่านมาได้ทำโพลล์ถามคนในประเทศจะได้รับคำตอบว่า ยอมรับการทำคอร์รัปชันถ้าทำให้ประเทศชาติเดินไปได้ ซึ่งเรากังวลเรื่องนี้"

นางสาวฌาลิศา กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอาจสงวนท่าทีไว้ก่อน ซึ่งคงต้องดูที่เจตนาในการออก พ.ร.บ.นี้ ตั้งแต่การยกร่าง การมาแก้ไขในวาระ2 ขณะที่ผ่านวาระ 3 ก็ยังผ่านในเวลาที่ไม่ปกติ ถือว่า เป็นเจตนารมณ์ที่ผิดปกติ การปรับท่าทีของรัฐบาลตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง

"การกระทำของรัฐบาลกระทบถึงความคาดหวังของนักศึกษา และเยาวชน อาจเกิดสมองไหล ยิ่งเปิดเออีซี ยิ่งมีโอกาสไปทำงานในประเทศอื่น ที่มีกฎหมาย และการเมืองน่าเชื่อถือมากกว่านี้ เพราะเราไม่สามารถหาความเชื่อถือในประเทศได้ รัฐควรหันมาวางแผนพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ที่ต้องเป็นฐานประเทศไปต่อสู้กับประเทศอื่นในเวทีต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน"

ทั้งนี้ จุดที่นักศึกษาคัดค้านจริงๆ ในส่วนของธรรมศาสตร์ และบางมหาวิทยาลัย คือ ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษเหมารวม เพราะทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ เสียงข้างมากบางครั้งไม่ใช่คำตอบของประชาธิปไตย เสียงข้างมาก แต่ผิดไม่ถูกต้องตามจริยธรรม ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

แรงงานอัดรัฐขาดความน่าเชื่อถือ

ขณะที่ นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ถ้าศาลพิพากษาคดีทุจริตถึงที่สุดแล้วต้องได้รับโทษ แล้วต่อมาให้มีการนิรโทษ ต่อไปกฎหมายก็ไม่เป็นกฎหมาย ใครมีอำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่ พอกระทำความผิดก็ไปออกกฎหมายล้างผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

"แม้จะเป็นเสียงข้างมาก แต่เป็นคนละประเด็นกับเรื่องจริยธรรม คนทำผิดต้องรับโทษ ถ้ารัฐบาลทำแบบนี้ อีกหน่อยไทยก็ไม่มีจุดยืน ไม่มีกฎหมายตัวไหนที่เป็นหลัก คุมกันไม่อยู่ ถ้าเราไม่มีหลักในการเคารพกฎหมายแล้ว ใครจะกล้ามาลงทุน ใครจะกล้ามาค้าขายด้วย และเมื่อไม่มีใครมาลงทุน อนาคตธุรกิจบ้านเราก็จะแย่ลง คนที่เกิดขึ้นมาใหม่จะหาอาชีพที่ไหนทำกัน"

นายชาลี กล่าวว่า การออกมาแสดงท่าทีของนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่กี่วันมานี้ "สายเกินไป" ถ้าจะแสดงท่าทีแบบนี้ ต้องทำตั้งแต่วันที่เอา พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสภาแล้ว

"เราดูพฤติกรรมรัฐบาล ร่างฯ นี้ไม่ได้ออกมาในช่วงเวลาปกติ ไปออกเมื่อตอน ตี 4-5 พฤติกรรมก็บ่งบอกแล้วว่าเป็นอย่างไร พอมีคนต่อต้านก็บอกว่า ยอมรับ ซึ่งมายอมรับตอนคนไม่มีความเชื่อถือแล้ว ถ้าจะนิรโทษ ต้องนิรโทษคนที่ใช้สิทธิเสรีภาพ แสดงออกทางการเมืองตามสิทธิที่มี ไม่ใช่ไปนิรโทษพวกทุจริตคอร์รัปชัน แบบนี้เรารับไม่ได้"