วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำมั่นสัญญา 4 ข้อ โมเดลโลกยั่งยืน ลอรีอัล

ในฐานะผู้นำธุรกิจความงามโลก ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ประกาศตัวขอเป็นต้นแบบองค์กรที่เดินบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน

องค์กรซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานร่วม 105 ปี ลอรีอัล กรุ๊ป ประกาศพันธกิจดังกล่ีาว ณ.กรุงปารีส เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา

"มร.ฌอง ปอล แอกง" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลอรีอัล กรุ๊ป มีความมั่นใจว่า "ความงาม" นั้นไม่ใช่เรื่องที่ "ฉาบฉวย" ทางตรงข้ามมันกลับ "ทรงพลัง" ยิ่ง

" ตลอดระยะเวลาที่ลอรีอัลดำเนินธุรกิจมา เรามีจิตสำนึกในเรื่องความต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยดูแลความงามของโลกมาอย่างต่อเนื่อง และในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เราก็มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้มีความสอดคล้อง เมื่อโลกเปลี่ยน กลยุทธ์ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยน ขณะเดียวกันเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วในเรื่องความรับผิดชอบดูแลความงามของโลก ลอรีอัลควรมีวิธีการและต้องปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างไร"

เพื่อตอบโจทย์ที่แสนท้าทาย จึงกลายเป็นที่มาของคำมั่นสัญญา 4 ข้อ นามว่า “Sharing Beauty With All” หรือ การแบ่งปันความงดงามให้ทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่มีต่อโลกของลอรีอัลภายในปีค.ศ. 2020 ดังต่อไปนี้

1. Innovation sustainably หมายถึง การรังสรรค์สูตรของผลิตภัณฑ์ความงามที่ ลอรีอัล กรุ๊ปครอบครองอยู่จำนวนมากถึง 27 แบรนด์ ซึ่งเข้าถึงและตอบสนองผู้บริโภคในทุกระดับ อาทิ ลอรีอัล ปารีส ,

การ์นิเย่, ลังโคม, ไบโอเธิร์ม,กีลาโรซ,ราล์ฟ ลอเรน,วิชี่,ชู อูเอมูระ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่นอกจากต้องสร้างความสมดุลทางธรรมชาติแล้ว ยังต้องสร้างประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ เป็นต้น รวมไปถึงหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมที่คำนึงถึงการส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโลกให้น้อยที่สุด ซึ่งบริษัทฯมีเป้าหมายจะต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จครบ 100 เปอรเซ็นต์ภายในปี 2020 โดยการยึดหลักเกณฑ์ของ "เคมีสีเขียว" ( Green chemistry) ที่มีอยู่จำนวนทั้งหมด12 ข้อ

แน่นอน หัวใจความสำเร็จขึ้นอยู่กับ "การวิจัยพัฒนา" ปัจจุบันลอรีอัล กรุ๊ป มีศูนย์วิจัยและเครือข่ายการทำงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความงาม และมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 850 คน บริษัทแห่งนี้ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปเพื่อการวิจัยพัฒนา ในปีที่ผ่านมาเป็นเม็ดเงินถึง 721 ล้านยูโร หรือ 2.8 หมื่นล้านบาทไทย

2. Producing sustainably ในเรื่องนี้ ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำ Environmental Footprint (รอยเท้าทางนิเวศน์) มาเป็นตัวชี้วัด โดยมีเป้าหมายว่า บริษัทฯต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ และลดการใช้น้ำในการผลิตให้ได้ 60 เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนต้องพยายามกำจัดของเสียที่ต้องฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) รวมไปถึงการผลิตสินค้าที่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ

และสิ่งที่ต้องทำในขั้นที่มากไปกว่าก็คือ ภายในปี2020 โรงงานผลิตแต่ละแห่งของลอรีอัล กรุ๊ป จะต้องคิดค้นหาวิธีผลิตพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติขึ้นมาเพื่อใช้ภายในโรงงานโดยไม่ต้องพึ่งพาหรือซื้อจากคนอื่น

3.Living sustainably หมายถึง ลอรีอัล กรุ๊ป จะต้องสวมบทของ "ผู้นำของการเปลี่ยนแปลง" (Change Agent) พยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคให้ตระหนักถึงความยั่งยืนของโลกซึ่งสุดท้ายต้องลงเอยด้วยการ "ลงมือกระทำ" ไม่เพียงแค่ "คิด" เท่านั้น

ทั้งนี้มีผลสำรวจที่แสดงถึงความคิดเห็นของผู้บริโภคในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งพบว่ามีคนอยู่ถึง 60 เปอร์เซนต์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ หากแต่มันเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเพราะพวกเขาเหล่านั้นกลับไม่ได้คิดไกลไปถึงเรื่องของการปฏิบัติ

ลอรีอัล กรุ๊ปวางแผนจะสร้าง "ค่านิยม" ใหม่ให้กับคนในสังคม จากนี้ไปผลิตภัณฑ์ของบริษัทแห่งนี้จะมีฉลากที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้สร้างต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมว่ามีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร และที่ไหน

4.Developing sustainably เรื่องของการพัฒนาความยั่งยืนนั้น ลอรีอัล กรุ๊ป มองถึงผู้มีส่วนได้เสียทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม นั่นคือ พนักงาน ,ซัพพลายเออร์ และ คน ในชุมชน

ภายในปี 2020 ลอรีอัล กรุ๊ป สัญญาว่าจะดูแลพนักงานที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นคน ใน 130 ประเทศทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพกายและใจ รวมทั้งรายได้ สวัสดิการต่างๆ โดยคำนึงถึงกฏหมายของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ ภารกิจดังกล่าวบริษัทฯได้จับมือทำงานร่วมกับ International Labour Organization หรือ ILO (เป็นองค์การแรงงานระหว่างประเทศ มุ่งช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานทั่วโลกให้ ได้รับความยุติธรรมจากสังคม ให้มีชีวิต และสภาพการทำงานที่ดี

นอกนี้ ลอรีอัล กรุ๊ป ยังได้สร้างโปรแกรม Share&Care เพื่อเป็นศูนย์กลางให้พนักงานทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ ระหว่างกันอีกด้วย

สำหรับซัพพลายเออร์ ลอรีอัล กรุ๊ปได้จัดทำโปรแกรมที่ชื่อ solidarity เพื่อให้ซัพพลายเออร์เข้าโปรแกรมดังกล่าวเพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนักตลอดจนกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจที่เป็นธรรมในทุกๆ มิติ เช่น พื้นที่การทำงานที่มีความเหมาะสมไม่แออัด มีความปลอดภัย การจ้างแรงงานอย่างมีจริยธรรมไม่กดขี่แรงงาน เป็นต้น

อย่างไรก็ดีเมื่อได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2020 ซัพพลายเออร์จะต้องปรับเปลี่ยนตัวและหันมาเดินบนเส้นทางยั่งยืนได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหนทางที่มองเห็นข้างหน้าจึงขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนาม ซึ่งก็คงหมดห่วงกับซัพพลายเออร์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หากแต่คง "ไม่ง่าย" ถ้าเป็นซัพพลายเออร์ในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะต้องยอมรับว่าในเวลานี้พวกเขาคำนึงถึงเวลาและจำนวนการผลิตเป็นที่ตั้ง คือไม่ได้อยู่ในโหมดของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อโลกเท่าไหร่นัก

ส่วนชุมชนนั้นเป็นเรื่องของการมอบโอกาสให้กลับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม คำมั่นสัญญาของลอรีอัล กรุ๊ปก็คือ ภายในปี 2020 จะต้องทำให้คนที่ขาดโอกาสจำนวน 1 แสนคนทั่วโลกได้มีโอกาสลืมต้าอ้าปาก โดยทางบริษัทจะเข้าไปช่วยชี้แนะและเริ่มต้นธุรกิจเพื่อให้พวกเขาสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แม้ว่าคำมั่นสัญญาอาจมีความท้าทายและต้องอาศัยวันเวลา ทว่า มร.ฌอง ปอล แอกง ก็ย้ำว่า ความงามจะช่วยเปลี่ยนโลกได้ ด้วยหลักคิดที่ว่า ความงามสามารถทำให้มนุษย์ทุกเพศทุกวัยเกิดความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง และเมื่อใดก็ ตามที่คนรู้สึกดีๆ กับตัวเอง เขาคนนั้นก็จะมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่นมากขึ้น และมีความโอบอ้อมกับผู้อื่นมากขึ้น และเป็นพลังสำคัญที่ช่วยทำให้โลกของเราหมุนต่อไปตราบนานเท่านาน

บริษัทผู้นำธุรกิจความงามโลกที่ชื่อ ลอรีอัล นั้นมีความมุ่งมั่นและรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างยาวนาน พันธกิจของบริษัทแห่งนี้ก็คือ การเป็นองค์กรที่นำเสนอนวัตกรรมความงามที่ดีที่สุด ทั้งในด้านของ คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้หญิงและผู้ชายทั่วโลก ด้วยความเคารพในความแตกต่างหลากหลาย

มร.ฌอง ปอล แอกง บอกว่า การคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายมีความสำคัญยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจที่เขามีกลยุทธ์ (ที่เขาคิดเอง) ชื่อ "Universalization" ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้บริโภค และต่างไปจากธุรกิจบางประเภทเช่น เครื่องดื่มที่มักยึดหลัก One Size Fits All มีสูตรสินค้าเดียวขายไปทั่วโลก คำว่า Universalization สำหรับเขาก็คือ การเป็นสินค้าที่มีคุณภาพระดับโลกที่มีการปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการของคนแต่ละพื้นที่

การบริหารพนักงานเองก็คงหนีไม่พ้นต้องคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย มร.ฌอง ปอล แอกง เองได้ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยตระหนักถึงเรื่องของ Empowerment หรือ การมอบอํานาจให้กับผู้บริหารในแต่ละภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อโลกที่ยั่งยืนแล้ว จำเป็นต้องอาศัยความเห็นพ้อง ความร่วมมือจากความหลากหลาย ความสำเร็จคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าหากผู้คนยังคิดคนละอย่าง หรือเดินคนละเส้นทาง

ดังนั้น คำมั่นสัญญาทั้ง 4 ข้อ และรอยเท้าทางนิเวศน์ของ ลอรีอัล กรุ๊ป จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียรวมถึงผู้คนทั่วโลก