"กิตติรัตน์"ห่วงสถานการณ์การเมืองกระทบเศรษฐกิจไตรมาส 4 โดยเฉพาะการท่องเที่ยว หวังกระทรวงท่องเที่ยว เร่งชี้แจงต่างชาติเข้าใจสถานการณ์
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีการยกระดับการชุมนุมและมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นในขณะนี้ ว่า รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เนื่องจากการชุมนุมในกรุงเทพฯจะทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวในไทยโดยรวมดูไม่ดี มองดูไม่ปลอดภัย และอาจจะกระทบกับการค้าขายทำให้กลุ่มที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ซึ่งเรื่องนี้ก็หวังว่าฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออก ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่มีความรับผิดชอบโดยตรงก็น่าจะมีการสื่อสารเรื่องนี้ออกไปยังต่างประเทศเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
"ปกติในช่วงไตรมาสที่ 4 ทุกฝ่ายก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดี รัฐก็เตรียมการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผน ส่วนการท่องเที่ยวก็จะเป็นช่วงที่ดี ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องค่อยๆปรึกษาหารือกันก็น่าจะเกิดความสบายใจและผ่านสถานการณ์ต่างๆไปได้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้าก็น่าจะดี"นายกิตติรัตน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้เตรียมแผนที่จะรองรับหากสถานการณ์การเมืองกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร นายกิตติรัตน์กล่าวว่าในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็พยายามดูแลในส่วนที่ควบคุมได้คือในเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ,รัฐวิสาหกิจ และงบประมาณของจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของงบลงทุน โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากเงินงบประมาณกว่า 7.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 2557 ประมาณ 6 แสนล้านบาท และเงินงบประมาณเบิกจ่ายเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2556 อีก 1.4 แสนล้านบาทเศษ ซึ่งกก็ได้กำชับกับหน่วยงานต่างๆให้ดูแลส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินส่วนนี้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
"เม็ดเงินที่ลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจจะมีผลต่อการกระตุ้นจีดีพี ดังนั้นในการเบิกจ่ายงบประมาณประจำและงบลงทุนต้องทำให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามปัจจัยที่กำหนดจีดีพียังประกอบไปด้วยองค์ประกอบอื่นๆ อีก 3 ส่วนคือการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศด้วย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีการออกไปก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องทุกมาตรการ" นายกิตติรัตน์ กล่าว









