เรามองว่าตลาดไทยวันนี้มีโอกาสปรับลงได้ โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อน และต่างชาติขายสุทธิค่อนข้างมากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ในขณะที่ตลาดไทยยังขาดปัจจัยใหม่ๆ มาสนับสนุนและประเด็นการเมืองยังกดดันตลาดอยู่
แนวรับ/แนวต้าน: 1410/1450
กลยุทธ์ : ปัญหาการเมืองส่งผลเพียงระยะสั้น (ไม่น่าเกิน 1-2 สัปดาห์) ทยอยเก็บสะสมที่แนวรับ เน้นหุ้นกลุ่มแบงค์ ท่องเที่ยว และบริษัทที่มีผลประกอบการดี
สัดส่วนการลงทุน: เงินสด 40%: พอร์ตหุ้น 60%
นักลงทุนระยะสั้น: เก็งกำไร AOT, AI
นักลงทุนระยะยาว: แนะนำซื้อ KBANK, PYLON
จับข่าวมาเก็งกำไร
SPCG: นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 3/56 น่าจะออกมาดีกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ โดยทางบริษัทจะประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ราววันที่ 8 พ.ย. 2556 จึงน่าจะแจ้งผลประกอบการได้ในวันที่ 11 พ.ย. 2556 ด้านแนวโน้มในไตรมาสที่ 4/56 มีทิศทางที่ดี และน่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) เฟสสุดท้ายอีก 6 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ครบ 36 โครงการภายในเดือน ธ.ค. 2556 อีกทั้งในไตรมาสที่ 4/56 ยังมีปัจจัยจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่บริษัทได้มา จำนวน 10 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งจะมีการทยอยรับรู้รายได้ในช่วงสิ้นปีนี้ โดยเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 60-70 ล้านบาท ต่อเมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้เติบโตก้าวกระโดดเป็น 2,000-3,000 ล้านบาท จากปีก่อน 1,200 ล้านบาท (ข่าวหุ้น)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
-เอกชนมองเศรษฐกิจแย่เพราะการเมืองไม่สงบ ทำกำลังซื้อซึมยาว 2 ปี โดยนายบุญสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค เผยว่า การชุมนุมต่อต้านร่าง พรบ.นิรโทษกรรม หากเกิดความรุนแรงจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวต่อเนื่องนานถึง 2 ปี และประสบการณ์ทำการค้ามานาน เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือภาคเอกชนให้ผ่านวิกฤตได้ เอกชนต้องพึงตัวเองเพื่อประคองธุรกิจ
ปัจจัยต่างประเทศ
+สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 1.77 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล
+ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 69.80 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 15,615.55 จุด... ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (1 พ.ย.) ภายหลังมีการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวแข็งแกร่งผิดคาด อย่างไรก็ตาม แรงบวกถูกจำกัดอันเนื่องมาจากกระแสคาดการณ์ที่กลับมาอีกครั้งว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจเริ่มลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้









