วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจห่วงการเมืองฉุดเศรษฐกิจ

ภาคีต้านคอร์รัปชัน 47 องค์กร รุมต้าน พ.ร.บ.นิรโทษ ห่วงความวุ่นวายทางการเมือง ซ้ำเติมเศรษฐกิจดิ่งเหว

เอกชนห่วงความวุ่นวายทางการเมือง ซ้ำเติมเศรษฐกิจดิ่งเหว ขณะที่โรงงานลดจ้างแรงงานใหม่และลดโอที 47 องค์กรต้านคอร์รัปชันเตรียมประกาศจุดยืนต้าน พ.ร.บ.นิรโทษ ล้างผิดคดีทุจริต 8 พ.ย. นี้ ด้านหอการค้าไทยเตรียมออกแถลงการณ์จุดยืนต้นสัปดาห์หน้า หวั่นรุนแรงบานปลายกระทบบรรยากาศธุรกิจ ท่องเที่ยวชี้ปัญหาชุมนุมสร้างภาพลบฝังใจนักท่องเที่ยว ขณะที่คู่แข่งอาเซียนรอชิงลูกค้า

หลังจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านการพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เมื่อเวลาราว 04.00 น. ของวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยมองว่าเป็นการล้างผิดคดีทุจริตคอร์รัปชัน ส่งเสริมการกระทำทุจริต ขณะที่ภาคธุรกิจหวั่นการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน จะบานปลาย ฉุดเศรษฐกิจภาพรวม

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่า ความขัดแย้งทางการเมือง อาจทำให้ไทยถึงทางตัน เพราะการเมืองขณะนี้มาถึงยุคที่ทุกพรรคไม่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ทุกพรรคมีธงของตนเอง ไม่มีการประนีประนอม ปฏิเสธระบบนิติรัฐ และการแก้กฎหมายหรือการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทำให้นโยบายปรองดองเดินมาถึงทางตัน ที่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ไปหากการชุมนุมทางการเมืองยังไม่มีข้อยุติ

โดยมองว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย ได้เดินมาถึงทางตันแล้ว จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบางตามภาวะเศรษฐกิจโลกไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี จะเป็นธุรกิจแรกที่จะได้รับผลกระทบ หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว เพราะมีสภาพคล่องน้อยกว่าธุรกิจกลุ่มอื่นๆ จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าจะยุ่งวุ่นวายกับการแก้กฎหมาย

“ผมไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกที่ทุกฝ่ายไม่เอาไม่ยึดถือหลักนิติรัฐ ไม่เชื่อมั่นระบบศาลและระบบรัฐสภา ยึดถือแต่ความถูกใจของพรรคพวกตนเองเป็นหลัก 7 ปีที่ผ่านมาประเทศชาติบอบช้ำมามากพอ แต่หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นถือว่า ทุกฝ่ายจะไม่มีใครยอมใครเพราะเข้าสู่ภาวะหลังพิงฝากันหมดแล้ว” นายธนิต กล่าว

ทั้งนี้ หากยังเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในปีหน้าภาวะเศรษฐกิจไทยก็จะอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง ขอชี้ให้เห็นถึงสัญญาณที่เกิดขึ้น ถือเป็นการเตือนให้ทุกฝ่ายยอมรับขณะนี้ ปีนี้นักศึกษาจบใหม่แต่ตกงานรวมกัน 1.2 แสนคน แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูง แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าเริ่มอยู่ในภาวะวิกฤติ หากการเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจทรุดตัวก็จะส่งผลให้การจ้างงานใหม่ลดลง จากการสอบถามสมาชิก ส.อ.ท. พบว่าส่วนใหญ่ในรอบ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีการรับพนักงานใหม่ หากแรงงานลาออกก็จะเกลี่ยแรงงานจากส่วนอื่นมาทดแทน รวมทั้งไม่มีการทำงานล่วงเวลา (โอที)

องค์กรต้านคอร์รัปชันยื่นหนังสือต้านนิรโทษ

วานนี้ (1 พ.ย.) คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาชิกองค์กรภาคธุรกิจ การเงิน และ การลงทุน เข้ายื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อประกาศให้สังคมและประชาคมโลกร่วมรับทราบถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยกล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ต้องการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังดำเนินการขัดต่ออนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการทุจริตค.ศ. 2003 (UNCAC 2003) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2548 ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2554 โดยองค์กรฯ ย้ำจุดยืนที่จะคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในเรื่องคอร์รัปชันเท่านั้น เพราะว่าการผ่านพ.ร.บ.ดังกล่าว ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมการกระทำทุจริต และล้างผิดคนโกง ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวของกระบวนการต่อสู้คอร์รัปชันของทุกภาคส่วนในสังคมไทย รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อนานาชาติ

นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะเลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป

“สิ่งที่ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันเป็นห่วง คือ การยกเลิกความผิดทางทุจริตคอร์รัปชันที่จะมีผลมาถึงความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศ เมื่อกฎหมายด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ไม่มีผลบังคับใช้ นักการเมืองสามารถแก้ไขกฎหมายลบล้างความผิดให้กับตัวเองได้ ทั้งที่คดีมีบทลงโทษไปแล้ว" นายวิชัย กล่าว

เขากล่าวว่า ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ทั้ง 47 องค์กร จะหารือร่วมกันในวันที่ 8 พ.ย. นี้ เพื่อประกาศจุดยืนร่วมกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งความเห็นไม่น่าจะต่างไปจากนี้มากนัก คือ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ไม่ขัดแย้ง แต่ก็ให้รัฐเคารพการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย มีความเห็นต่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า ได้ส่งหนังสือไปยังสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 77 จังหวัดแล้ว เพื่อถามความเห็นและให้สมาชิกตอบแบบสอบถามกลับมาในส่วนกลาง ก่อนจะประกาศจุดยืนร่วมกันภายในต้นสัปดาห์หน้า แต่ในเบื้องต้นหอการค้าต้องการให้ทุกฝ่ายหาทางออกอย่างปรองดอง สันติวิธีไม่เลือกเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและบานปลาย ที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการทำธุรกิจของประเทศ

ท่องเที่ยวชี้การเมืองฉุดศักยภาพแข่งขัน

นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ (ไทย) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจจัดประชุมและนิทรรศการ (กลุ่มไมซ์) ซึ่งเป็นการเดินทางเชิงธุรกิจทันที หากกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต่างๆ ที่ติดตามสถานการณ์ ออกประกาศเตือนการเดินทางมาไทย (Travel Advisory) ย่อมทำให้พลเมืองของประเทศนั้นๆ ยับยั้งการเดินทางมาไทยแน่นอน ทำให้ไทยตกอันดับสู่จุดหมายปลายทางระดับล่างๆ ในการเดินทางอีกครั้ง ซ้ำรอยกับปัญหาความมั่นคงทางการเมืองในช่วง 4-6 ปีที่ผ่านมา

เขายังระบุว่า ระดับความรุนแรงของการชุมนุมไม่มีผลต่อน้ำหนักการตัดสินใจระงับการเดินทาง เพราะหากเกิดความไม่มั่นใจ ลูกค้าจะตัดสินใจยกเลิกการเดินทางทันที ต่อเมื่อสถานการณ์ฟื้น จึงมาพิจารณาความเป็นไปได้ในการเดินทางใหม่อีกครั้ง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะกระทบตลาดเอเชียที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ภายในสูง เช่น ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งอาจจะระงับการมาไทย

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมา ถือว่าปัจจุบันธุรกิจไมซ์ยังไม่ฟื้นตัวถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะหากแยกผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกไป ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่สำคัญไปแล้ว เรื่องการเมืองก็ยังฝังในความทรงจำของลูกค้าชาวต่างชาติอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต้องเลื่อนกรุ๊ปเดินทางมาไทยในครั้งที่ผ่านมา

รมต.ท่องเที่ยวรับเสี่ยงพลาดเป้า 27 ล้านคน

นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กำลังติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่ามีความเป็นห่วงการปะทะหรือเกิดความรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติแน่นอน แต่ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะลดลงไปเท่าใด เนื่องจากผลจากการติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าและออกที่ด่านสุวรรณภูมิและดอนเมืองยังคงเป็นไปตามปกติ เพราะสถานทูตต่างๆ ประจำประเทศไทยยังไม่ได้ส่งคำเตือนไปยังนักท่องเที่ยวไม่ให้เดินทางมาไทย มีแต่เพียงการแนะนำให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุม ดังนั้นจึงยังไม่มีการปรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 27 ล้านคน และ รายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ตามที่คาดการณ์กันไว้ แม้ว่าจะมีความกังวลก็ตาม แต่หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงอาจมีผลต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวปีหน้า ตามความกังวลของภาคเอกชน จนอาจจะต้องพิจารณาปรับลดเป้าหมาย 30 ล้านคน ภายในปี 2557

ททท.26แห่งทั่วโลกมอนิเตอร์สถานการณ์

ด้าน นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ขณะนี้ศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤติ (ศวก.) ซึ่งเป็นการระดมข้อมูลจากฝ่ายบริหารความเสี่ยงของ ททท.และจากภาคเอกชนด้านท่องเที่ยว ยังประเมินท่าทีจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ว่ายังเป็นปกติ ไม่มีประกาศห้ามเตือนเดินทางมาไทย แต่ทั้งนี้ สำนักงาน ททท. 26 แห่งทั่วโลกยังคงมอนิเตอร์เหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเบื้องต้นประเทศต่างๆ ก็มีการรายงานข่าวการชุมนุมในไทยบ้าง แต่ไม่มีเนื้อหาในเชิงลบที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดในภาพรวมแต่อย่างใด

ไมซ์ไทยหวั่นคู่แข่งจ่อชิงตลาด

ด้าน นายบุญทวี จันทสุวรรณ กรรมการสมาคมทิก้า ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท อีเวนท์ส ทราเวล เอเชีย กล่าวว่า ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. มีลูกค้ากลุ่มไมซ์เตรียมเข้ามาจัดงานในไทย 3 กลุ่มใหญ่ โดยหนึ่งในจำนวนดังกล่าวมาจากบริษัทในสหรัฐอเมริกากว่า 1.5 พันคน มีกำหนดไปจัดงานที่ศูนย์ประชุมพีช เมืองพัทยา แต่ด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อลูกค้า

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นห่วงว่าหากเหตุการณ์ส่อเค้าบานปลาย จะส่งผลกระทบระยะยาวถึงธุรกิจในปีหน้า เนื่องจากการติดต่อเจรจาธุรกิจสำหรับกลุ่มจัดประชุมสัมมนามักดำเนินการล่วงหน้า และขณะนี้เริ่มมีการจองของลูกค้าไปถึงเดือนก.ย. 2557 แล้ว และมีกลุ่มสัมมนาใหญ่ประมาณ 1 พันคน ที่เลือกสถานที่พักและจัดประชุมใจกลางย่านราชประสงค์ในช่วงเดือนก.พ. ด้วย ดังนั้นหากมีแนวโน้มที่การชุมนุมจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใจกลางเมืองอีก ลูกค้าอาจจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปยังจุดหมายอื่นที่เป็นคู่แข่ง

เนื่องจากไทยมีคู่แข่งในภูมิภาครอบด้าน โดยธุรกิจจัดประชุมและสัมมนาขนาดใหญ่มีสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ลูกค้ากลุ่มไมซ์ให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยมากกว่าเรื่องการใช้จ่าย จึงเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียตลาดนี้