เมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท กูรูก่อสร้างประเมิน ขาดแคลนแรงงานทะลุ 1 ล้านคน ไม่เพียงทำให้โครงการรัฐสะดุดตอ แต่จะลากรายเล็กรายน้อย ตายกันเป็นแพ
ผลการสำรวจภาวะการขาดแคลนแรงงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อปี 2554 พบว่า "ภาคก่อสร้าง" เป็นเซ็คเตอร์ที่ติด 1 ใน 5 ของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญวิกฤติ "ขาดแคลน" แรงงานมาต่อเนื่อง รองจาก สิ่งทอ/เครื่องหนัง/เครื่องแต่งกาย ,อิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า ,ผลิตภัณฑ์อาหาร/เครื่องดื่ม ,ผลิตภัณฑ์ยาง/พลาสติก
จนถึงปัจจุบันปัญหานี้ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่ไม่ได้รับการแก้ไข
หนำซ้ำยังส่อเค้า "รุนแรง" ขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลชุดนี้ เดินหน้านโยบาย "ประชานิยม" ตามที่หาเสียงไว้ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ "300 บาทต่อวัน" นำร่อง 7 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 ก่อนประกาศใช้ "ทั่วประเทศ" เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556
นำมาซึ่ง "ทางเลือก" ในการ "โยกย้าย" แรงงานจากภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ไปสู่ภาคอื่นๆ
เพราะไม่มีใครอยากทำงานหนัก !!
ตามมาด้วยการเข็นอภิมหาโปรเจคกู้ 2 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หวังพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน "พลิกโฉม" ประเทศไทย ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูง (Hi-speed train) รถไฟรางคู่ รถไฟชานเมือง ฯลฯ ในระยะ 7 ปี
แน่นอนว่าโปรเจคยักษ์!! ย่อมต้องการใช้ "แรงงาน" มโหฬาร แต่ดูเหมือนสถานการณ์แรงงานในปัจจุบันกลับไม่เอื้อให้เดินไปสู่จุดนั้น
รังแต่จะ "ซ้ำเติม" ปัญหา "ขาดแคลน" แรงงานสาหัสสากรรจ์ ขึ้นไปอีก
"เหลืองานอยู่ 2 ประเภทที่คนไม่อยากทำ คือ 1.ประมง เพราะต้องออกทะเลเป็นเดือนๆ มีค่าความเสี่ยง และ 2.คือ ก่อสร้างที่ต้องปีนป่ายตึกสูงเสี่ยงชีวิต แบกของหนัก แต่ได้ค่าแรง 300 บาท" เสียงสะท้อนจาก "อังสุรัสมิ์ อารีกุล" นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ในฐานะผู้ใกล้ชิดสถานการณ์แรงงาน เขายังลำดับความปัญหาขาดแคลนแรงงานให้ฟังว่า ในปี 2554 แรงงานในระบบมีมากถึง 2.4-3 ล้านคน ครั้นปลายปี 2554 หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมจมน้ำ ทำให้บรรดากรรมาชีพ แห่แหนกลับบ้านเกิดเมืองนอน
สัญญาณการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง เริ่มที่จุดนั้น !!
ยิ่งเมื่อรัฐบาลคลอดนโยบายประชานิยม ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนำร่อง 7 จังหวัด เมื่อ 1 เมษายน 2555 ต่อเนื่องถึง 1 มกราคม 2556 ที่บังคับใช้ทั่วประเทศ เป็นการสร้าง "Opportunity" หรือโอกาส ที่มาพร้อม "ทางเลือก" ให้กับแรงงานแรงไทย
“เมื่อพูดถึงตลาดแรงงานมี 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และภาคบริการ 3 กลุ่มนี้ ทำงานเหนื่อยสู้ก่อสร้างไม่ได้!!” เขาเปรียบเทียบ
ไม่มีใครต้องการทำงานหนัก ตากแดด ตากฝน แบกหาม อิฐ หิน โบกปูน ทราย
"คนงานที่ไหนจะเลือกภาคก่อสร้าง ต้องปีนป่ายตึกสูงเสี่ยงชีวิต" เขาเล่าพร้อมชี้นิ้วไปยังตึกสูงตระหง่านบนถนนวิทยุ
ที่สำคัญ "แรงงานไทยเมินงานก่อสร้าง!!" เขาฟันธง
ขณะที่ "พฤติกรรม" แรงงานก็เปลี่ยนไป จากการที่สมาคมก่อสร้างฯเกาะติดสถานการณ์มาตั้งแต่กลางปี 2556 พบว่า "ตัวแปร" ด้านค่าครองชีพมีส่วนมาเกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่าแรงงานจะอยู่กาฬสินธุ์ อุดรฯ อุบลฯ ตาก ก็ได้ค่าแรง 300 บาทเหมือนกัน แต่ค่ากินอยู่กลับไม่เท่ากัน
คนอยู่กรุงเทพฯซื้อกินแพงกว่าต่างจังหวัด จ่ายเงิน 30-40 บาท ไปอยู่ท้องถิ่นอาจเหลือ 20-25 บาท แรงงานก็คิดว่าอยู่กับบ้านดีกว่า ได้อยู่กับครอบครัว นี่เป็นผลทำให้แรงงานขาด เขาวิเคราะห์
ไม่นับฤดูทำไร่ไถนาที่แรงงานจะกลับไปทำเกษตร นโยบายรับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน หนุนราคาสินค้าเกษตรให้พุ่ง เป็นอีกสาเหตุดึงแรงงานกลับถิ่นฐาน
เรียกว่า ไม่ต้อง "ค้าแรง" ไกลบ้าน “อยู่กับบ้านดีกว่า กินก็ถูกกว่า จะไปทำงานที่อื่นทำไม”
เขายังออกโรงเตือนถึงว่าประเทศไทย กำลังเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" ทำให้คนวัยทำงานมีสัดส่วนลดลง นี่คือสภาวะที่เกิดขึ้นจริง !!
ทั้งหมดทั้งมวล สำทับปัญหาขาดแคลนแรงงานหนักหน่วง
ขณะที่ปัจจุบัน แม้ยังไม่มีโครงการเมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท ตลาดแรงงานก่อสร้างก็ยังมีแรงงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยขาดแคลนกว่า 5 แสนราย
ถ้ารัฐลุยลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะหาแรงงานจากไหน ??? เขาตั้งคำถาม
โดยเขาระบุว่า...“หากภาครัฐลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก็จะเผชิญวิกฤติการขาดแคลนแรงงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน”
พร้อมคาดการณ์ตัวเลข "การลงทุน 2 ล้านล้านบาท อาจทำให้แรงงานก่อสร้างทั้งระบบขาดแคลนมากถึง 1 ล้านคน"
"หากยึดปี 2554 เป็น module ตอนนั้นมีการใช้แรงงาน 2.4-3 ล้านคน แต่ขาดแคลนอยู่ 5 แสนคน เมื่อมีโครงการ 2 ล้านล้านบาท แรงงานทั้งระบบในเซ็คเตอร์ก่อสร้าง อุปกรณ์ บริษัทก่อสร้าง คนขายเครื่องจักรก็ขาดคนเหมือนกัน ซัพพลายเออร์ทั้งอิฐ หิน ปูน ทราย แม้กระทั่งวิศวกร โฟร์แมน ก็จะขาดมากขึ้นไปอีก" เขาไล่เรียง พร้อมกับการยกตัวอย่างการขาดแคลนวิศวกรและโฟร์แมน (คนคุมงาน) ในขณะนี้มีอัตรา 1 ต่อ 4 สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และพุ่งไปถึง 1 ต่อ 10 สำหรับงานก่อสร้างที่เป็น “บิ๊กโปรเจค”
แม้รัฐบาลจะแนะแนวทางให้หันมาใช้เครื่องจักรในภาคก่อสร้างมากขึ้น ก็ต้องมองย้อนกลับว่าการเดินเครื่องจักร ก็หนีไม่พ้นต้องใช้ คน” แม้งานก่อสร้างอาคาร ที่สามารถออกแบบให้ใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป (พรีแฟบ) ช่วยประหยัดแรงงานในพื้นที่หน้างานก่อสร้างน้อยลง แต่สุดท้ายก็ใช้คนอยู่ดี ไม่ว่าแบบไหนก็ตาม
“เครื่องจักรมีเงินก็ซื้อได้ แต่ต้องใช้คน Operate อยู่ดี”
ครั้นจะนำเข้าแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ก็ต้องพิจารณาว่ากฎหมาย มีความพร้อมแค่ไหนที่จะรองรับความต้องการ
“คนไทยไม่ทำกันแล้วงานแบกหาม แสดงว่าจะต้องมีแรงงาน พม่า เขมร เข้ามาทดแทน อย่าลืมว่าในปีปลาย 2558 เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี อนาคตเราต้องวางแผนยังไง”
เขาจึงโยนคำถามกระตุกให้รัฐบาลฉุกคิด ถึงการใช้แรงงานต่างด้าวว่า ไทยไม่ต้องการแรงงานคนไทยแล้วหรือ?? ทั้งที่ความเป็นจริง แรงงานไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลกอย่างมาก โดยในแต่ละปีมีการส่งแรงงานไทยไปค้าแรงในต่างประเทศมากถึง 6-8 หมื่นล้านบาทต่อปี (รายได้ส่งกลับของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศโดยผ่านธนาคาร ปี 2555 มูลค่า 8.81 หมื่นล้านบาท จำนวนแรงงาน 1.34 แสนคน : ธปท.) หากผันกลับมาทำงานในประเทศ ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมหาศาล
"ที่เราอยากได้แรงงาน คือคนไทย ต่างชาติก็อยากได้เรา(คนไทย)มาก สังเกตว่าเราส่งออกแรงงานไปคิดเป็นมูลค่า 6-8 หมื่นล้านบาท ถ้า ตีกลับมาเป็นงานก่อสร้าง คูณ 5 เท่า นั่นคือเม็ดเงินที่กลับเข้าประเทศ"
สอดคล้องกับความเห็นของ "วัลลภ วิตนากร" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) สายแรงงาน ที่ประเมินว่า การลงทุน 2 ล้านล้านบาท อาจทำให้มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่างฝีมือ ซึ่งไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนมาก สวนทางกับส่งออกแรงงานไทยป้อนความต้องการตลาดแรงงานโลก
ดังนั้น เขาจึงเห็นว่า หากรัฐมีโครงการเมกะโปรเจคลงทุนใหญ่ 2 ล้านล้านบาทเกิดขึ้นในเร็ววัน รัฐควรเร่งโหมประชาสัมพันธ์ดึงแรงงานไทย โดยเฉพาะช่างฝีมือที่ทำงานในต่างแดนให้กลับบ้าน เพราะเชื่อว่ารายได้ที่ผู้รับเหมาไทยจะจ่ายให้ เคาะออกมาแล้วแรงงานน่าจะมีเงินเหลือมากกว่าการกรำงานในต่างประเทศ
อีกวิธีแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน นั่นคือ การร่วมกับสถาบันการศึกษาหาทางออกในเรื่องนี้ สะท้อนให้รู้ถึงความต้องการของแรงงานเหล่านี้ ไล่ตั้งแต่ปวช.ปวส.ฯลฯ แล้วภาครัฐจะต้องผลิตแรงงานเท่าไหร่ เพื่อจะมาบรรเทาหรือแก้ปัญหาได้ที่เกิดขึ้น
ส่วนแรงงานไร้ฝีมือ ที่หายากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วสำหรับผู้ประกอบการ ยิ่งคนไทยเมิน ไม่นิยมทำงานหนัก ทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว แต่ทั้งนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐจะเปิดทางให้ใช้แรงงานต่างด้าวได้มากแค่ไหน เพราะการทยอยลงทุน 2 ล้านล้านบาท ใน 7 ปี ย่อมต้องใช้แรงงานหลายแสนคน
“แรงงานหายากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ละปีที่รัฐทยอยใช้งบลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปีนั้นคาดว่าจะมีต้องการใช้แรงงานเพิ่มไม่ต่ำกว่า 8 หมื่น ถึง 1 แสนคน เมื่อนับการลงทุนรวม 7 ปี ก็อาจขาดแคลนเกือบ 1 ล้านคน”
วัลลภ บอกอีกว่า ไม่เพียงแค่ภาคก่อสร้างที่ปัญหาขาดแคลนแรงงานรุมเร้า แต่ภาคอุตสาหกรรม ยังได้คาดการณ์แนวโน้มอีก 5 ปีข้างหน้า จะเผชิญชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือการขาดแคลนแรงงานมากถึง 6.8 แสนคน
เมื่อรวมทั้ง 2 เซ็คเตอร์แล้ว “แรงงานขาดเกือบทะลุ 2 ล้านคน” นักอุตสาหกรรมเช่นเขาวิเคราะห์
การใช้แรงงานต่างด้าว เขามองว่า นั่นเป็นเพียงการช่วยได้แค่แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือเท่านั้น ส่วนแรงงานฝีมือระดับ ปวช. ปวส.ยังต้องฝากความหวังไว้ที่ "ระบบการศึกษา" ซึ่งปัจจุบัน นักเรียนนักศึกษาสายวิชาชีพ ต้องการทำงาน “สบาย” มากขึ้น แต่ที่น่ากังขาคือสถาบันการศึกษาสายอาชีพที่เปิดสอนมากมาย ล้วนคับคั่งด้วยสาขา “บริหารธุรกิจ”
ขณะที่ระดับปริญญาตรี ก็เมินหนีสายอาชีพ มุ่งหน้าเรียนสายสังคมกันล้นหลาม สถานการณ์ดังกล่าวทางสอท.เคยหารือกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าไทยต้องปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษากันใหม่
ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน "ประทีป ตั้งมติธรรม" ประธานกรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) บอกว่า "การลงทุน 2 ล้านล้านบาท ย่อมทำให้เกิดการแย่งแรงงานก่อสร้างอยู่แล้ว" ซ้ำเติมสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาคอสังหาฯยังขาดคนงานก่อสร้างจำนวนมาก ส่วนที่เป็นแรงงานฝีมือก็จ้างแพงเกิน 500 บาทต่อวัน เรียกว่า "ปรับขึ้นกันยกแผง" เพราะแรงงานขั้นต่ำก็จ่ายกัน 300 บาท เพิ่มขึ้น 40% สะเทือนต้นทุนการก่อสร้าง ที่มีสัดส่วน 1 ใน 4 หรือ 25% ของการลงทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย
มิหนำซ้ำต้องมาเจอภาวะขาดแคลน วิศวกร โฟร์แมน
"รัฐบาลลงทุน 2 ล้านล้านบาท ในแง่ของแรงงานก็มีงานทำต่อเนื่อง การลงทุนก่อสร้าง และอสังหาฯ คงผุดขึ้นเต็มที่ แต่การลงทุนก็อยู่ในช่วงที่คนงานหายาก วิศวกร โฟร์แมน ก็แย่งกันซื้อตัวเยอะ"
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าแรงงานต่างด้าว จากประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า กัมพูชา และลาว เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบรรเทาปัญหาให้เบาบางลงได้บ้าง ผนวกกับการปรับตัวของภาคเอกชน น่าจะขับเคลื่อนธุรกิจไปได้ หลังเจอวิบากกรรมขาดแรงงานมาตลอด 1 ปี
เช่นเดียวกับ "กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า การลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะเป็นแรง "กดดัน" ลากยาว 7 ปี ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการพุ่ง จึงต้องเจรจากับผู้รับเหมาให้ดี มีการดึงระบบก่อสร้างสำเร็จรูป(พรีแฟบ)มาใช้ กระทั่งการพัฒนาทีมงานพรีแฟบเพื่อรับมือปัญหาในอนาคต เพราะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยหนึ่งโครงการ อย่างคอนโดมิเนียมขนาด 150-200 ยูนิต ต้องอาศัยคนงานราว 80-100 คน
"ต้นทุนเพิ่มแน่ เพราะการก่อสร้างล้วนอาศัยผู้รับเหมา" ผู้ประกอบการจึงหาทางออกไปพลางๆ ด้วยการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัย ให้ใช้วัสดุที่ต้องพึ่งพาแรงงานน้อยสุด
ขณะเดียวกัน มองว่าการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายสู่พื้นที่ต่างจังหวัด แรงงานอาจไม่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะสามารถหาแรงงานท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
ด้าน “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนในไทยได้ เนื่องจากในอนาคตจะมีโครงการภาครัฐเกิดขึ้น ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมากกว่าในปัจจุบัน จึงคาดหวังให้ภาครัฐออกนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการจ้างแรงงานต่างด้าวมากขึ้น เช่น ลดระยะเวลาการดำเนินขั้นตอนจดทะเบียนแรงงาน และครอบคลุมถึงการป้องกันปัญหาอื่นๆที่อาจตามมา อย่างปัญหาอาชญากรรม
“บริษัทจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 100% ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า แม้จะพบปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานและค่าใช้จ่ายการดำเนินการที่สูง แต่เราเลือกที่จะนำเทคโนโลยีก่อสร้าง (Free Application) เข้ามาช่วยลดต้นทุนการจ้างคนงาน เช่น ชุดบันไดสำเร็จรูป และห้องน้ำสำเร็จรูป โดยการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถส่งมอบบ้านแก่ลูกค้า รวม 13,000-15,000 หลังต่อปี"
ปัญหาแรงงานขาดแคลน ดูจะถูกสะท้อนถึงรัฐ “กึกก้อง” ขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่า อภิมหาโปรเจค 2 ล้านล้านบาท กำลังจะเผชิญวิกฤติการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ กระทบชิ่ง ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์
รัฐต้องฉุกคิด และหาทางรับมือ เพื่อไม่ให้การยกระดับประเทศต้อง “สะดุด” ลง งานก่อสร้างล่าช้า ร้ายที่สุดคือปัญหาทิ้งงาน เพียงเพราะไม่มี คนงานก่อสร้าง !!
------------------------------------------
ช่างก่อสร้าง อนาคต “รุ่งแน่ !!!”
Blue collar คือนิยามของแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีลงมา ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ระดับปวช. ปวส. ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงาน “ก่อสร้าง” และภาคอุตสาหกรรม
แต่ดูเหมือนว่าไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้ อันเป็นผลพวงมาจากการศึกษาของไทย ที่ผลิตคนที่มีความรู้ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หากพิจารณาดูตัวเลขของสถาบันการศึกษาสายอาชีพของไทย ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สศอ.) กระทรวงศึกษาธิการ มีมากถึง 421 แห่งทั่วประเทศ(ณ 11 มี.ค.56) เช่น วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยการอาชีพ อีกจิปาถะสถาบันการศึกษา
ทว่า...เกินกว่า 70% เปิดสอนคณะบริหารธุรกิจ กลายเป็นการเปิดหลักสูตรที่ลักลั่นกับระดับปริญญาตรี ท้ายที่สุดนักเรียนนักศึกษาที่จบไป บ้างก็ทำงานห้าง ทำงานที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมส
อังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งประเทศไทย บอกว่า ประเทศไทยควรยกระดับการศึกษาใหม่ พร้อมทั้งชี้ชวนว่าอาชีวศึกษา สายช่างก่อสร้างในอนาคต “รุ่งแน่” เพราะตลาดต้องการอยู่มาก ถึงขั้นการันตีว่า “หากจบมาทำงานโฟร์แมน ปริญญาตรีได้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท แต่หากเป็นโฟร์แมน 2-3 ปี เงินเดือนแซง 1.5 หมื่นสบายๆ และมีโอกาสแตะ 2 หมื่นได้ไม่ยาก”
ปัจจุบันอัตราการใช้โฟร์แมนในงานก่อสร้างต่อวิศวกร จะอยู่ที่ 4 ต่อ 1 และอาจมากถึง 10 ต่อ 1 ตามขนาดของงาน แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหา “ขาดแคลน” หนักกว่าวิศวกรด้วยซ้ำ
ขณะที่กำลังคนในสายอาชีพมีมากถึง 2.13 ล้านคน แบ่งเป็น ปวช.จำนวน 1.37 ล้านคน ปวส.จำนวน 7.59 แสนคน ปวส.จำนวน 1,127 คน เห็นจำนวนแล้ว
ต้องย้อนถามว่า...บุคลากรเหล่านี้ไปตกหล่นอยู่ที่ไหน ???





