วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริหารภาษีโค้งสุดท้าย

ทำความรู้จักกับ 3 ช่องทางหลัก ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับภาษี ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือนเท่านั้น

ถึงตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงราว 2 เดือน ที่เราจะสามารถ "บริหารจัดการเกี่ยวกับภาษี" ของเรา ซึ่งหากไม่มีการบริหารหรือบริหารไม่ดีก็อาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มภายในเดือนมีนาคมปีหน้า ในขณะที่หากมีการบริหารจัดการภาษีอย่างดี เราอาจมีสิทธิ์ขอคืนภาษี ซึ่งก็หมายความว่าเราจะมีเงินกลับเข้ากระเป๋าเรามากขึ้น

"การบริหารภาษี" เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะละเลย เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว แต่การบริหารภาษี คือการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการลดหย่อนภาษี ซึ่งภาครัฐได้ให้สิทธิ์ในส่วนนี้เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือไปคำนวณภาษี รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ผู้เสียภาษีนำเงินไปใช้ในกิจกรรมบางประเภทเพื่อเป็นการช่วยเหลือภาครัฐในทางอ้อม

"ทำไมเราจึงต้องบริหารภาษี" คนจำนวนมากเคยรู้สึกว่าเงินภาษีที่เราจ่ายไปถูกใช้ไม่คุ้มค่า การบริหารภาษีที่ดีจะเป็นการใช้เงินได้ตรงวัตถุประสงค์ของผู้เสียภาษีมากกว่า ซึ่งนอกจากค่าลดหย่อนทั่วไป ซึ่งได้แก่ ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ คู่สมรส บุตร และบิดามารดา ในวันนี้ผมขอชี้ช่องทางการบริหารภาษี ซึ่งผมมองเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ช่วยลดภาระของภาครัฐ (ทั้งในปัจจุบันและอนาคต) กลุ่มที่ช่วยเหลือสังคม และกลุ่มที่ช่วยเหลือสังคมและลดภาระของภาครัฐ

สำหรับกลุ่มแรกคือ "กลุ่มที่ช่วยลดภาระของภาครัฐ" ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวกับการลงทุนและสร้างความมั่นคงให้กับผู้มีรายได้ ซึ่งในกลุ่มนี้ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เบี้ยประกันภัย กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ภาครัฐสนับสนุนให้สิทธิลดหย่อนภาษีในกลุ่มนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เสียภาษีมีการออมเพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งจะเป็นการช่วยผ่อนภาระของภาครัฐในอนาคตได้ ในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผู้มีรายได้ส่วนใหญ่มักถูกนายจ้างหักในส่วนนี้เข้ากองทุน และนายจ้างจ่ายสมทบเพิ่มเติมอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีปัญหาสำหรับการออมระยะยาว

แต่สำหรับส่วนของเบี้ยประกันภัย และการลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF เป็นส่วนที่ไม่ได้มีการบังคับ จึงมักจะถูกละเลยไป ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่อยากเสียเวลาในการหาข้อมูล แต่จริงๆ แล้วหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันภัย และกองทุนรวม LTF และ RMF ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ทั้งนี้การซื้อประกันชีวิตนอกจากจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังเป็นการสร้างหลักประกันในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกด้วย ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF เป็นการสร้างวินัยการลงทุนในระยะยาว ซึ่งผู้เสียภาษีจะมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงิน

สำหรับกลุ่มที่สองซึ่งเป็น "กลุ่มที่ช่วยเหลือสังคม" ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคต่างๆ เช่น เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา (ลดหย่อนได้ 2 เท่า) เงินบริจาคให้วัดวาอาราม (ใช้ใบอนุโมทนาบัตร) องค์กรสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา สภากาชาดไทย อุปถัมภ์คนพิการ เพื่อการกีฬา ฯลฯ ซึ่งในส่วนนี้เป็นการให้กับสังคมและสร้างความสุขใจให้แก่ผู้ให้ เช่น การบริจาคเพื่ออุปการะเด็ก เราก็จะได้ข้อมูลพัฒนาการของเด็กที่เราอุปการะจากมูลนิธิตลอดช่วงเวลาที่เราอุปการะ การบริจาคให้วัดก็จะเป็นการช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นต้น โดยที่เงินของเราแทนที่จะถูกนำไปช่วยเหลือคนด้อยโอกาสหรือนำไปใช้เพื่อการกุศลผ่านทางการเสียภาษี ก็เปลี่ยนมาเป็นการช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งน่าจะตรงวัตถุประสงค์ของเราและเห็นผลชัดเจนมากกว่า

สำหรับกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็น "การรวมประโยชน์ของทั้งการช่วยเหลือสังคมและเป็นการลงทุนเพื่อช่วยลดภาระของภาครัฐในอนาคต" การบริหารในส่วนนี้อาจต้องอาศัยการศึกษาหาข้อมูลและโอกาสมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ซื้องานศิลปะเพื่อการกุศลจากองค์กรที่สามารถนำไปหักเป็นเงินบริจาคได้ บริจาคให้วัดเพื่อเช่าบูชาวัตถุมงคลและนำใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษี เป็นต้น ซึ่งงานศิลปะและวัตถุมงคลต่างถือเป็นการลงทุนทางเลือก (alternative investment) ที่มูลค่าในอนาคตมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น นอกจากจะได้รับสิทธิการลดหย่อนภาษีแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคางานศิลปะและวัตถุมงคลด้วย

ช่องทางในการบริหารภาษีที่ผมนำเสนอในวันนี้ เป็นเพียงแบบง่ายๆ และสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงช่องทางอื่นๆ ในการบริหารภาษี สามารถดูได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th)