ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมรับมือสถานการณ์การเมืองร้อนแรง พร้อมดูแลไม่ให้กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้เตรียมเครื่องมือทางการเงินและเฝ้าติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง
" ธปท.ก็หน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ เราก็ยังทำหน้าที่ติดตามและเตรียมเครื่องมือให้ประเทศชาติปลอดภัยและรอดพ้นจากปัญหาที่มากระทบความเชื่อมั่น "
ขณะที่จากประเด็นทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ ดร.ประสาร กล่าวว่า เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ขาดความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และจะให้น้ำหนักในเชิงที่เห็นว่าสังคมไทยมีการปรับตัวและใช้เหตุผลทางการเมืองมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญคือการถ่ายทอดความชัดเจนว่าจะบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าวนี้อย่างไร
" นักลงทุนเขาไม่ได้ดูตื้นๆ เขาดูว่าสังคมไทยพอเกิดสถานการณ์แบบนี้ก็สามารถปรับตัวและแสดงเหตุผลได้ แต่จะจัดการได้อย่างไรคือความท้าทายระยะต่อไป ถึงท้าทายแต่ก็ไม่ใช่ปรากฎการณ์สิ้นหวัง"
ทั้งนี้ จากความขัดแย้งในประเด็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ยังมีสิ่งที่ดีต่อสังคมไทยและเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกว่าไทยเป็นสังคมที่มีเหตุและผลมากขึ้น เห็นได้จากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลในอดีตได้มีการออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าวในช่วงที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้ จึงถือเป็นจุดแข็งของสังคมไทยที่เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
" เรื่องนิรโทษกรรมเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เป็นสัญญาณลบทั้งหมด ก็มีสัญญาณบวกอยู่ว่าสังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ขี้อายเชื่อตามนั้นไปตลอด หลายส่วนที่เคยสนับสนุนก็ออกมาคัดค้าน แสดงว่าความจริงสังคมไทยก็มีเหตุผลอยู่ด้วย เรื่องไหนที่เขาคิดว่ามีเหตุผลสนับสนุน อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็คัดค้านจะเป็นจุดแข็งของสังคมไทย เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่จากข้อมูลสิ่งที่น่าสนใจและเป็นสัญญาณบวกคือตรงนี้"
นายประสาร กล่าวต่อว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มมีแนวโน้มการฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงฟื้นตัวไม่แข็งแกร่งมากนัก เห็นได้จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาที่เริ่มทรงตัวมากขึ้น อย่างไรก็ดี แรงส่งทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนหนึ่งจะต้องมาจากการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะในปีงบประมาณนี้ที่การลงทุนต่างๆ จะเข้ามาผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ส่วนภาคการส่งออกยังคงต้องติดตามว่าจะสามารถฟื้นตัวได้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของโลกหรือไม่
อย่างไรก็ดี ประเมินว่าจีดีพีไทยในปีหน้าที่จะขยายตัว 4.8% นั้น ถือว่าใกล้เคียงกับระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ประมาณ 5% แต่ยังคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริง
" ตัวเลขตอนนี้ทรงตัวแล้วไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางแย่ลง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก แรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งจะมาจากการลงทุนของภาครัฐ จริงอยู่ที่ปีงบประมาณที่ผ่านมาเบิกจ่ายช้ากว่าที่ตั้งเป้าไว้ แต่ในงบประมาณปีนี้การลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวเข้ามาผลักดัน ซึ่งประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าที่มองว่าเติบโต 4.8% กว่าก็ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ 5% แต่เรื่องศักยภาพเป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามและประเมินตามสถานการณ์ที่เป็นจริง เวลานี้ถ้าโตได้ 4.5% ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ"









