วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยขอเวลา2ปีขึ้นท็อปเทนทำธุรกิจง่ายสุด

เวิลด์แบงก์เปิดผลวิจัยจัดอันดับความยากง่ายทำธุรกิจ ไทยรั้งอันดับ 18 เลขาก.พ.ร.ขอเวลา 2 ปี ยกเครื่อง 4 เรื่อง ขยับขึ้นท็อบเทน

ในงานแถลงข่าวการประกาศ "ผลวิจัยจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกประจำปี 2557" (Ease of Doing Business 2014) วานนี้ (29 ต.ค.) นางสาวมิกิโกะ อิไม ออลลิสัน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษการพัฒนาภาคเอกชนของธนาคารโลก ชี้แจงผลการจัดอันดับซึ่งใช้ข้อมูลตั้งแต่กลางปี 2555 จนถึงกลางปี 2556 ปรากฏว่า ไทยยังคงอยู่อันดับ 18 และติดกลุ่ม 20 ประเทศแรกจากทั้งหมดสำรวจ 189 ประเทศครั้งล่าสุด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอยู่ 185 ประเทศ

โดย นางสาวออลลิสัน ให้ข้อมูลว่ามาเลเซีย มีผลงานโดดเด่นจากการนำระบบให้บริการ ณ จุดเดียว (One Stop Sevice) หรือ วันสต๊อปเซอร์วิส การใช้อีไฟล์ลิ่งและอีเปย์เมนท์มาใช้ ทำให้สามารถไต่ขึ้นก้าวกระโดดจากอันดับ 12 มาเป็นอันดับ 6 ส่วนดินแดนปลอดภาษีอย่างสิงคโปร์ยังสามารถครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เช่นเดียวกับฮ่องกงที่ยังคงได้อันดับ 2 อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

"ปีนี้มาเลเซียปฏิรูปการจ่ายภาษีเปิดใช้ระบบอีไฟล์ลิ่ง อีเปย์เมนท์ ใช้ระบบวันสต๊อปเซอร์วิส จากที่เคยมีอุปสรรคมากมายและช้าเพราะปรับมาใช้เทคโนโลยี อบรมพนักงานให้เกิดความน่าเชื่อถือให้มั่นใจจ่ายภาษีรัฐได้เงินจริงจากเคยมีบริษัทคล่องตัวกับการใช้ระบบนี้ 5%ในปี 2549 ตอนนี้หันมาใช้ระบบนี้เพิ่มเป็น 37%" นางสาวออลลิสัน อธิบาย

ส่วนนายแมทธิว เวอร์กีส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าการที่ไทยอยู่อันดับ 18 ติด1ใน 20 อันดับแรกนั้น ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีเยี่ยม และยินดีกับไทยที่ติด 20 อันดับแรก พิจารณาจากดัชนีชีวัดการทำธุรกิจได้ง่ายก็ทำได้ค่อนข้างดี กฎระเบียบค่อนข้างเข้มแข็ง ดังนั้นผลงานที่ไทยทำได้ถือว่าดีเยี่ยมแล้ว

ตัวชี้วัดไทยดีขึ้น 4 ด้าน

ทั้งนี้ธนาคารโลกได้สรุปผลการจัดอันดับให้ไทยว่า จากตัวชี้วัด 10 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือระยะเวลากับด้านกฎหมายและกฎระเบียบนั้น ไทยมีตัวชี้วัดดีขึ้น 4 ด้าน คือ การชำระภาษีขึ้นจากอันดับ 96 มาอยู่ที่ 70 การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงขึ้นจากอันดับ 23 มาอยู่ที่ 22 การขอใบอนุญาตก่อสร้างดีขึ้นจากอันดับ 16 มาเป็น 14 และด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนจากอันดับ 13 มาอยู่ที่ 12

ขณะเดียวกันตัวชี้วัดที่มีอันดับลดลงของไทย มีอยู่ 5 ด้าน ดังนี้ การเริ่มต้นธุรกิจลดลงจากอันดับ 85 มาอยู่ที่ 91 การขอใช้ไฟฟ้าลงจากอันดับ 10 มาอยู่ที่ 12 การจดทะเบียนทรัพย์สินจากอันดับ 26 มาอยู่ 29 ด้านการรับสินเชื่อจากอันดับ 70 มาอยู่ที่ 73 และด้านการค้าระหว่างประเทศจากอันดับ 20 มาอยู่ที่ 24 โดยมีตัวชี้วัดที่อันดับไม่เปลี่ยนแปลงมีอยู่ 1 ด้าน คือ การแก้ปัญหาการล้มละลาย

แจงละเอียดผลงานไทย

เมื่อพิจารณาในเอกสารของธนาคารโลก ได้ชี้แจงอย่างละเอียดว่า จากผลการดำเนินงานของไทยในดัชนีชี้วัด 10 ตัวนั้น มีประเด็นสำคัญต้องปรับปรุง 10 ด้านดังนี้ ด้านแรก การเริ่มต้นธุรกิจได้อันดับ 91 ยังต้องปรับปรุงระยะเวลาจากที่ทำได้ตอนนี้ 27.5 วัน ขณะที่สิงคโปร์ทำได้ดีที่สุดในเอเชียเพียง 3 วัน

ด้านที่สอง การขออนุญาตก่อสร้างได้อันดับ 14 ต้องปรับปรุงระยะเวลา จากที่ทำได้เวลานี้ 157 วันเทียบฮ่องกงทำได้ 71 วันดีที่สุดในเอเชีย ด้านที่สาม การขอใช้ไฟฟ้าได้อันดับ 12 ยังต้องปรับปรุงระยะเวลาเพราะทำได้ 35 วัน ต่อเกาหลีใต้ทำได้ 18 วันดีที่สุดในเอเชีย

ส่วนด้านที่สี่ การจดทะเบียนทรัพย์สินได้อันดับ 29 ต้องปรับปรุงเรื่องค่าใช้จ่ายในอัตราปัจจุบัน 6.3%ตอนนี้ เทียบกับแชมป์อย่างสิงคโปร์มีอัตรา 2.9%

ด้านที่ห้า การได้รับสินเชื่ออยู่อันดับ 73 ต้องปรับปรุงกฎหมาย และจะคุยกับธนาคารให้ธุรกิจขนาดกลางถึงเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญามาค้ำประกันขอสินเชื่อจากธนาคารได้ ซึ่งผลงานส่วนนี้ไทยได้ 5 คะแนนขณะที่มาเลเซียทำได้ 10 คะแนนดีที่สุดในเอเชีย

ด้านที่หก การคุ้มครองผู้ลงทุนได้อันดับ 13 ยังต้องปรับปรุงกฎหมายที่ทำให้ไทยได้ 6 คะแนนเทียบสิงคโปร์ทำได้ 10 ด้านที่เจ็ด การชำระภาษีไทยอยู่อันดับ 13 ต้องปรับปรุงจำนวนครั้งในการจ่ายภาษี จากปัจจุบัน 22 ครั้ง ให้เหลือน้อยลงเพราะฮ่องกงทำได้ดีที่สุดเพียง 3 ครั้ง

ด้านที่แปดเป็นการค้าระหว่างประเทศได้อันดับ 24 ต้องปรับปรุงลดระยะเวลานำเข้าส่งออก จากปัจจุบันนำเข้าใช้เวลา 13 วันและส่งออกใช้เวลา 14 วัน ขณะที่สิงคโปร์แชมป์นำเข้าใช้เวลาเพียง 4 วัน ส่งออกเพียง 6 วัน

ด้านที่เก้า การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงอยู่อันดับ 22 ต้องปรับปรุงเรื่องระยะเวลาจากขณะนี้ทำได้ 440 วัน ซึ่งเกาหลีใต้ทำได้ 230 วันดีที่สุดในเอเชีย ด้านสุดท้าย การแก้ปัญหาการล้มละลายอยู่อันดับ 58 ต้องแก้ไขลดระยะเวลา ใช้สำหรับการชำระคืนหนี้คืนเจ้าหนี้จากตอนนี้ทำได้ 2.7 ปี ขณะที่ญี่ปุ่นทำได้ใน 6 เดือนดีที่สุดในเอเชีย

ยกเครื่อง4ด้านดันไทยท็อปเทน

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า ถ้าดูจากอันดับมาเลเซียทำให้เหมือนกับว่า ไทยต้องแข่งขัน แต่ตัวเขาคิดว่าการจัดอันดับให้ไทยในอีก 2 ปีข้างหน้า ต้องดีขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากเรื่องภาษีที่ได้ปรับปรุง และการขอใช้ไฟฟ้าที่เริ่มปรับปรุงแล้ว ไทยก็กำลังเร่งทำวันสต๊อปเซอร์วิสด้วย

เขาเพิ่มเติมว่า ปีหน้าไทยจะมีหน่วยงานที่เข้ามาจัดการเรื่องต่างๆ ข้างต้น โดยเฉพาะเป็นระบบช่องทางเดียว (Single Window System) และจากผลวิจัยในปีนี้เป็นผลงานของไทยเกิดในปี 2555-2556 ซึ่งไทยยังอยู่อันดับเดิม แต่มีประเทศเข้ามาวัดเพิ่มอีก 4 ประเทศ เขาคิดว่าถ้าไทยทำได้มากกว่านี้ปรับปรุงได้มากกว่านี้ คงอยู่อันดับดีกว่านี้

โดยนายอารีพงศ์ อธิบายว่า ในงานเชิงโครงสร้าง ก.พ.ร.ดูแลได้รับมอบหมายจากรัฐบาลคงยกเครื่อง 4 เรื่องใหญ่ เรื่องแรก ระบบการรับจ่ายเงินของรัฐบาลที่มีอยู่จำกัด ซึ่งก.พ.ร.จะคุยกับภาคธนาคารในการให้บริการของรัฐ วางระบบให้ชัดเจนเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงาน เรื่องที่สอง ระบบไอที เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเรื่องนี้ออกมาให้เห็นในเดือนพ.ย.ปีนี้ เพื่อให้ข้อมูลเชื่อมโยงให้บริการได้ในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น

เรื่องที่สาม ทำให้การค้าระหว่างประเทศคล่องตัวที่สุด เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ซิงเกิ้ล วินโดว์ โดยกรมศุลกากรเป็นแม่งานเรื่องนี้ กระทรวงต่าง ๆ และอีก 35 กรมที่เกี่ยวกับนำเข้าและส่งออก เป็นเอกสารชุดเดียวผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ให้ส่งออกจากที่ต้องผ่าน 3-4 กรมให้เหลือบริการ ณ จุดเดียว และสุดท้ายเป็นการลงทุนทำให้ไทยที่ลงทุนในประเทศ หรือต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งขาเข้าและขาออกให้เกิดความคล่องตัว สามารถลงทุนในอาเซียนเองและในไทยได้คล่องตัว

"ปีถัดๆ ไปเชื่อว่า การวางรากฐานของ ก.พ.ร. ดูแลการยกเครื่อง 4 ข้อสำคัญ ซึ่ง ก.พ.ร. ไม่ได้ทำคนเดียวแต่ทำหลายกระทรวงหลายหน่วยงาน ต้องได้รับความร่วมมือทำให้มากกว่านี้ หากทำได้ทั้ง 4 ข้อภายใน 2 ปี ติด 10 อันดับแรกแน่นอน และอีก 1 ปีข้างหน้า ไทยจะเปลี่ยนแปลงชัดได้อันดับดีขึ้นกว่านี้" นายอารีพงศ์กล่าว