วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้นำกับคำว่า 'ยอม' อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร

ทำหนังอะไรแล้วคนก็ดู จะไม่มียุคนั้นอีกต่อไป เราอย่าดูถูกคนดู อย่าหลอกคนดู โลกมันเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนตามด้วย

HR&M/ข่าวนำ/กรุงเทพธุรกิจ 28 ต.ค.56

ภาพ --อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร

โค้ด--""

คำว่า "ยอม" แม้จะสั้นๆ พูดได้ง่ายๆ แต่หลายคนบอกว่าคำๆ นี้ไม่ค่อยอยู่ในความคิด

อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร เองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยคิด แต่ในวันนี้เธอต้องหันมาตระหนักถึงคำๆ นี้ ด้วยชีวิตเกิดพลิกผันชนิดไม่ทันตั้งตัว เพราะได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด แทนที่ "เจริญ เอี่ยมพึ่งพร" ผู้เป็นอาที่ล่วงลับ

"เดิมทีตัวเองเป็นคนที่เด็ดขาด ชัดเจนเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ต้องไปให้ถึง ต้องทำให้สำเร็จ แม้ว่าต้องทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายก็ตาม แต่การขึ้นมาอยู่ในสเต็ปนี้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ต้องฟัง และต้องยอม เพราะตำแหน่งที่ได้รับมันหมายถึงอนาคต เป็นความอยู่รอดของบริษัท เราต้องยอมได้ แต่จะแพ้ไม่ได้ "

เธอบอกว่า เรื่องของการยอมนั้นเป็นอะไรที่ต้อง "เรียนรู้" ทางตรงข้ามมีสิ่งหนึ่งที่ต้อง "รับรู้" ก็คือ ความสำเร็จไม่อาจเกิดจากตัวผู้นำเพียงคนเดียว ต้องอาศัยทีมงานทุกคนผลิตผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมีคุณภาพ

"ไฟว์สตาร์มีวันนี้ได้ เพราะบุคลากร อยู่ที่ความสามารถของไดเร็คเตอร์ โปรดิวเซอร์ พนักงาน นักแสดงและคู่ค้าที่เราร่วมงานกันมาเป็นร้อยเป็นพันชีวิต"

คำว่ายอม ยังเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยอุตสาหกรรมหนังไทยกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในยุคสมัยนี้ต้องพึ่งพาระบบบริหารจัดการธุรกิจแบบ "มืออาชีพ" และต้องอาศัย "ความร่วมไม้ร่วมมือ" ของพนักงาน คู่ค้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกคน คงไม่สามารถใช้วิธี "เสี่ยสั่งลุย" ได้เหมือนเมื่อก่อน

ปัจจุบันไฟว์สตาร์ผ่านร้อนหนาวมาเป็นเวลา 40 ปี บริษัทซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานของหนังไทยแห่งนี้ ถูกก่อตั้งโดย "เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร" ที่ลงขันกับเพื่อนพ้องจำนวน 5 คน (กลายเป็นที่มาของชื่อ ไฟว์สตาร์)

"คุณพ่อถือเป็นผู้ที่ทำให้หนังไทยยิ่งใหญ่ และเป็นยุคที่เต็มไปด้วยผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ที่มีความเก่งกาจสามารถ"

ต่อมาในยุคเจนเนอเรชั่นที่ 2 "เจริญ เอี่ยมพึ่งพร" ก็ได้ทำให้ไฟว์สตาร์เฟื่องฟูและกลายเป็นดาวที่เจิดจรัส เพราะนอกจากหนังแล้วยังมีการผลิตรายการทีวี วาไรตี้ และละคร อีกด้วย

ความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมาจึงกลายเป็นความ "ท้าทาย" และสร้างความ "กดดัน" ให้กับเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของไฟว์สตาร์เป็นอย่างมาก ว่าจะสามารถรักษาและสร้างความเจริญเติบโตต่อไปในภาคหน้าได้หรือไม่

ไฟว์สตาร์ในยุคของอภิรดีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?

"ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปย่อมมีความแตกต่างอย่างแน่นอน เราจะทำหน้าที่สานต่อ เปลี่ยนผ่านเพื่อทำให้เกิดความลงตัวและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง"

อภิรดีกำลังนำไฟว์สตาร์เดินบนเส้นทาง "คอนเทนท์ โปรวายเดอร์" เพราะมีความพร้อมยิ่งกว่าพร้อม

สิ่งที่ไฟว์สตาร์มีอยู่ในมือก็คือ คอนเทนท์จำนวนมหาศาล อาทิ จำนวนหนัง 260 เรื่อง และละครกว่า 600 ชั่วโมง เป็นต้น

"เราถือว่ามีคอนเทนท์มากที่สุด ซึ่งมันก็คือทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดมาจากสองเจนเนอเรชั่นแรก เวลานี้เราก็ไลเซนส์ไปให้ทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวีทั้งหนังและละคร "

ทั้งยังกล่าวต่อว่า เธอมองเห็นโอกาสรออยู่อีกมากมาย ซึ่งที่ใกล้จะมาถึงก็คือ "ทีวีดิจิทัล"

"การเปิดช่องทีวีหนึ่งช่องที่ต้องรันรายการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 365 วัน เขาจะมีรายการอะไรไปรันได้ตลอดเวลา และถ้าคิดจะทำละครเอง มองแค่เรื่องเวลาไม่นับรวมเรื่องเงินลงทุน และคน ละครเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลาถึง 7 เดือน หรือหากจะสร้างหนังเรื่องหนึ่งก็ต้องใช้เวลา 8-12 เดือน "

ขณะที่ไฟว์สตาร์ในยุคของอภิรดีก็จะไม่หลงลืมรากเหง้า ยังเดินต่อกับบทบาทผู้ผลิตหนังไทย แต่สิ่งที่มุ่งเน้นก็คือ ในกระบวนการผลิตหนังแต่ละเรื่องจะต้องมี "การบริหารความเสี่ยง"

"ถ้าเปรียบกับการเล่นหุ้นหรือทำธุรกิจอื่นๆ เราจะรู้และการันตีรายได้ว่าจะได้เท่าไหร่ แต่ธุรกิจสร้างหนังมีความเสี่ยงมาก การสร้างหนังแต่ละเรื่องเราไม่รู้ว่าคนซื้อหนังหรือคนดูจะตอบรับหรือไม่ แต่การก้าวของเราต้องมีความปลอดภัย เราต้องทำการบ้าน ต้องคิดวางแผนอย่างรอบคอบ และคิดย้อนไปมา เริ่มตั้งแต่การเขียนบทไม่ใช่บทอะไรก็จะสร้างหนังได้หมด มันไม่บริสุทธิ์ขนาดนั้นแล้ว เราต้องถามกลับไปที่คนเขียนบทให้เขาคิดทบทวนให้ดีว่าทำไปแล้วจะมีคนอยากดูหรือเปล่า"

อภิรดีบอกว่า ความเสี่ยงเป็นเรื่องของรายละเอียด และอาจถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย อาทิ ระหว่างทางของการสร้างหนังเรื่องหนึ่งหากต้องมีการเปลี่ยนตัวนักแสดง ก็ย่อมเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน และต้องคำนวนให้ดีว่าจะเกิดความเสียหายเท่าไหร่ อย่างไร

แน่นอนนี่คือ ความแตกต่างจากวิธีบริหารของเจนเนอชั่นแรกที่ไม่ค่อยคิดถึงว่าจะมีรายได้หรือคุ้มทุนกับการลงทุนหรือไม่ เหตุผลง่ายๆ คงเป็นเพราะปัจจุบันภาพรวมตลาดหนังไทยในตลาดไทยนั้นมีความยากขึ้นทุกวัน

"คนดูมีการศึกษามากขึ้น เลือกมากขึ้น ทั้งยังมีผู้ผลิตซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นอีกมาก ไฟว์สตาร์ไม่ได้เป็นค่ายหนังค่ายเดียวที่อยู่คู่ฟ้าเมืองไทยเหมือนเช่นในอดีต"

แต่ใน "อุปสรรค" ย่อมมี "โอกาส" เนื่องจากตลาดของหนังไทยในเวลานี้กว้างไกล ด้วยเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน และในแถบเอเชีย

"เราต้องแข่งกับความต้องการตลาด และการลงทุนก็ต้องใช้เงินที่มากขึ้น เพราะคนสมัยนี้ต้องการดูหนังคุณภาพ มีความคาดหวังสูง ดังนั้นจะสร้างด้วยเม็ดเงินที่น้อยลงคงเป็นไปไม่ได้ ทำหนังอะไรแล้วคนก็ดู จะไม่มียุคนั้นอีกต่อไป เราอย่าดูถูกคนดู อย่าหลอกคนดู โลกมันเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยนตามด้วย"

และอีกหนึ่งความต่างในยุคเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่ต้องกล่าวถึงก็คือ ความไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย อภิรดีมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ คือน้องชาย "เกียรติกมล เอี่ยมพึ่งพร" ที่มาทำหน้าที่ดูแลด้านการผลิต

อย่างไรก็ดี อภิรดีบอกว่าผลงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่ผ่านมาเธอยังทำได้ไม่ดีนัก ถามว่าแล้วใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

"คือการนำพาไฟว์สตาร์ให้แข็งแรงขึ้น ประสบความสำเร็จขึ้น ทำกำไรดีขึ้น ขณะเดียวกันเราต้องไม่หยุดที่จะให้โอกาสคน และการสร้างคนก็คงไม่สามารถวัดจากกำไร รายได้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคิดเท่านั้น ที่สุดคงมีจะหนังประเภทเดียวให้ดู"

เมื่อไม่นานมานี้อภิรดีและคนในแวดวงหนังไทยได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ “เกียรติ-เจริญ เอี่ยมพึ่งพร” ขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนในวงการภาพยนตร์ไทย และได้จัดโครงการแรกชื่อว่า "ปั้นน้ำเป็นเงิน" เพื่อสร้างคนเขียนบทหนังไทย (ปัจจุบันขาดแคลน) ประดับวงการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจโครงการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kiat-chareon.com