วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนจี้รัฐเสมอภาคขึ้นภาษีชาเขียว

"เอกชน"วอนรัฐเสมอภาคขึ้นภาษีชาเขียว เหตุมีเครื่องดื่ม 111 รายการได้รับการลด-ยกเว้นภาษีตามประกาศสรรพสามิต หวั่นกระทบขีดแข่งขัน

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มประเภทชาเขียว เป็นประเด็นที่สังคมหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดกรมสรรพสามิต ออกมายอมรับว่าอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อจัดเก็บภาษีสินค้าดังกล่าว หลังจากที่ผ่านมาสินค้าดังกล่าวได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เนื่องจากรัฐต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกชา

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตได้ศึกษาถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในส่วนของสินค้าประเภทเครื่องดื่มมาโดยตลอด เพื่อให้อัตราภาษีอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ โดยในส่วนของสินค้าเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของชาเขียวนั้น ก็เป็นหนึ่งในประเภทเครื่องดื่มที่ได้ศึกษามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

การปรับอัตราภาษีดังกล่าวจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในหลายด้าน ทั้งในแง่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และจะต้องขึ้นอยู่กับระดับนโยบายที่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ในระดับนโยบายยังไม่มีการสั่งการมา

ข้อมูลกรมสรรพสามิตระบุว่า ปัจจุบันอัตราภาษีเครื่องดื่มที่จัดเก็บอยู่ (สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ยกเว้น) ประกอบด้วย โซดา จัดเก็บในอัตรา 25% ของราคา หรือ 0.77 บาทต่อ 440 ซีซี. เครื่องดื่มทั่วไป (เช่น น้ำอัดลม ) เก็บ 20% ของราคา หรือ 0.77 บาทต่อ 400 ซีซี

ก่อนหน้านี้ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังแล้ว จะเข้ามาดูเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะภาษีบางตัวที่มีการปล่อยไว้นาน และไม่เก็บภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มชาเขียว ซึ่งเห็นว่าถึงเวลาที่ควรเสียได้แล้ว เพราะไม่เข้าเงื่อนไขการได้รับการยกเว้นภาษีอีกต่อไป จากเดิมที่ยกเว้นไม่เก็บ เนื่องจาก เห็นว่า เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบชา

จากการศึกษาของกระทรวงการคลัง ที่ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ช่วยตรวจพิสูจน์ส่วนผสมของชาเขียวทั้งหมดแล้วพบว่า มีส่วนผสมของใบชาน้อยมาก ข้ออ้างของผู้ประกอบการจึงฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป โดยจะสรุปให้มีการเก็บภาษีดังกล่าวได้ทันภายในปี 2557

"กำลังพิจารณาว่าจะเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียวที่อัตรา 10% หรือ 20% ของมูลค่า การเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว สามารถออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิต ให้สามารถจัดเก็บได้เลย"

'ตัน'ระบุชาเขียวยึดกฎรัฐผลิตสินค้า

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดเครื่องดื่มชาเขียวอิชิตัน เปิดเผยถึงแนวคิดกรมสรรพสามิต ที่จะขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มชาเขียวว่า หากรัฐจะปรับขึ้นภาษีชาเขียว ควรพิจารณาให้เสมอภาพกับผู้ประกอบการและเครื่องดื่ม ที่ได้รับการยกเว้นภาษีทุกเซ็กเมนท์ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่ใช่เลือกเฉพาะสินค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะจะกระทบต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจ และเกี่ยวเนื่องถึงรายได้ของเกษตรกร เพราะบริษัทมีการรับซื้อวัตถุดิบใบชาราว 5 ล้านกิโลกรัมต่อปี จากเกษตรกรกว่า 2 หมื่นครัวเรือน ที่ปลูกชาในพื้นที่ จ.เชียงราย

เขายังกล่าวว่า กรณีที่กรมสรรพสามิตอ้างถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยระบุว่า เครื่องดื่มชาเขียวมีส่วนผสมของใบชาน้อยมาก เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะกระบวนการผลิตสินค้า ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่กรมสรรพสามิตที่ระบุไว้ตามประกาศ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเครื่องดื่มผลไม้และพืชผัก ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2540 ที่กำหนดให้ "น้ำชา" จะต้องมีคุณสมบัติที่มีคาเฟอีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก และอัตราส่วนผสมของน้ำผลไม้และน้ำพืชผักต่อปริมาตรสุทธิของเครื่องดื่มต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5

หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีบทลงโทษถูกปรับถึง 3 เท่า นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐอย่างกรมสรรพสามิตก็มีการออกมาสุ่มตรวจสินค้าอย่างต่อเนื่อง

"ชาเขียวจะใส่มากน้อยไม่ได้ เพราะมีกฎเกณฑ์ของกรมสรรพสามิตกำหนดขั้นต่ำเอาไว้ ว่าปริมาณเท่าใดจึงจะได้รับการยกเว้นจัดเก็บภาษี ไม่ได้ใช้ความรู้สึกวัดว่าใส่ปริมาณน้อย ส่วนจะใส่มากกว่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับสูตร รสชาติของสินค้า เช่น โกโก้ หากใส่ปริมาณมากไปจะมีรสขม กาแฟมีคาเฟอีนมากไปก็ไม่ได้ เป็นต้น หากรัฐต้องการปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มชาเขียวจริงๆ ควรจะดำเนินการให้เป็นธรรมกับสินค้าทุกเซ็กเมนท์ด้วย และในฐานผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว" นายตัน กล่าว

แนะรัฐขึ้นภาษีต้องพิจารณารอบคอบ

ด้านนายอนิรุทธิ์ มหธร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐขึ้นภาษีเครื่องดื่มชาเขียวจริง เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมให้เติบโตลดลง เพราะต้นทุนสูงขึ้น ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าเครื่องดื่มอื่น เพราะสินค้าเซ็กเมนท์นี้สามารถทดแทนกันได้ และผู้บริโภคก็มีทางเลือกอื่น

เมื่ออัตราการเติบโตลดลง ก็จะกระทบต่อรายได้เกษตรกรอีกทอด เพราะใช้วัตถุดิบใบชาปริมาณหลายตันต่อวัน จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐพิจารณาให้รอบคอบก่อนดำเนินการขึ้นภาษีเครื่องดื่มชาเขียว

"รัฐมีนโยบายในการส่งเสริมรายได้เกษตรกร แต่เมื่อมีแนวคิดจะคิดภาษีเครื่องดื่มชาเขียว ก็จะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อตลาดโดยรวม เพราะชาเขียวไม่ใช่เครื่องดื่มที่จำเป็น หรือมีการบริโภคจนติด แต่เป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ เมื่อตลาดตกลงไปแน่นอน จะส่งผลต่อรายได้เกษตรกรด้วย จึงต้องการให้ผู้มีอำนาจพิจารณาให้รอบคอบ เมื่อรัฐต้องการหนุนให้เกษตรกรมีรายได้ แต่สิ่งที่จะดำเนินการมันผิดจากที่เริ่มต้นหรือเปล่า เราเริ่มต้นไม่ถูกหรือไม่" นายอนิรุทธิ์ กล่าว

หากรัฐจะขึ้นภาษีเครื่องดื่มจริง ท้ายที่สุดผู้ประกอบการก็ต้องดำเนินการ แต่ก็ต้องการให้รัฐพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน

ลด-ยกเว้นภาษีเครื่องดื่ม 111 รายการ

ตามประกาศของกรมสรรพสามิต มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 41) ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2540 มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรือผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงดังกล่าว ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 02.03 จำนวน 111 รายการ

ได้แก่ น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำแครอท น้ำผักกาดขาว น้ำแตงกวา น้ำผักขึ้นฉ่าย ที่จะต้องมีอัตราส่วนผสมของน้ำผลไม้และน้ำพืชผักต่อปริมาตรสุทธิของเครื่องดื่มไม่น้อยกว่า 10% น้ำมะนาว น้ำสตรอว์เบอร์รี มีส่วนผสมไม่น้อยกว่า 5% น้ำสมุนไพร ไม่น้อยกว่า 1% น้ำโกโก้ มีส่วนผสมไม่น้อยกว่า 1% กาแฟมีส่วนผสมไม่น้อยกว่า 3% และน้ำชามีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 0.5% เป็นต้น โดยผู้ผลิตจะต้องส่งตัวอย่างเครื่องดื่มดังกล่าว ที่ขอยกเว้นในปริมาณไม่น้อยกว่า 2 ลิตร พร้อมแสดงสูตรและกรรมวิธีการผลิตให้กรมสรรพสามิต ตรวจสอบประกอบการพิจารณายกเว้นภาษี

ปัจจุบันตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% โดยผู้นำตลาดยังเป็นการขับเคี่ยวกันของ 2 แบรนด์ใหญ่ อย่างโออิชิ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และอิชิตัน ของนายตัน ภาสกรนที และยังมีแบรนด์อื่น เช่น ชาอู่หลง ของบริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย) ที่ผนึกกับทุนญี่ปุ่น อย่างบริษัท ซันโตรี่ มาบุกตลาด ฟูจิ ของร้านอาหารญี่ปุ่นฟูจิ ยูนิฟ และแบรนด์ฮิโรชะ ของบริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) ชาขาวเพียวริคุ ของบริษัท กระทิงแดง และยังมีแบรนด์นำเข้าเช่น พอคก้า (Pokka) แบรนด์ผู้นำตลาดจากญี่ปุ่น เป็นต้น