โบรกฯหวั่นซีพี ออลล์ ขายหุ้นกู้ล็อตสองยาก ต้นทุนดอกเบี้ยพุ่ง เหตุต้นปีหน้าทรู-จัสมินฯ เตรียมระดมทุนผ่านอินฟราฯฟันด์ ดูดเงินกว่า 1.1 แสนล้าน
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคเคเทรด กล่าวว่า บริษัทซีพี ออลล์ (CPALL) เสนอขายหุ้นกู้ มูลค่า 4.7 หมื่นล้านบาท ระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. นี้ คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุน และน่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งบริษัทจะนำเงินไปรีไฟแนนซ์หนี้เงินสกุลดอลลาร์ โดยการระดมทุนครั้งนี้ มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทมีวงเงินกู้รวม 5.8 พันล้านดอลลาร์ และบริษัทมีแผนจะเสนอขายหุ้นกู้ล็อตที่สอง มูลค่าไม่เกิน 4.3 หมื่นล้านบาท คาดว่าบริษัทเสนอขายช่วงต้นปีหน้า
แต่เมื่อพิจารณาบรรดาบริษัทในกลุ่มสื่อสารมีแผนจะระดมทุนโดยเสนอขายกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infarstructure Fund) เช่น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) มูลค่าประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาท บริษัท จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) มูลค่าประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท มูลค่ารวม 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก ดังนั้น การระดมทุนอาจจะมีอุปสรรคในการเสนอขาย และต้นทุนดอกเบี้ยน่าจะสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนดอกเบี้ย หุ้นกู้ล็อตแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8% ต้นทุนหุ้นกู้ล็อตสองน่าจะสูงกว่าแต่ก็ขึ้นอยู่กับแนวโน้มดอกเบี้ย
"หุ้นกู้ล็อตแรกของบริษัท ซีพี ออลล์ น่าจะขายได้และไม่มีปัญหาแม้จะมีมูลค่าการระดมทุนที่สูง แต่ล็อตที่สองที่บริษัทจะต้องเสนอขายอีก 4.3 หมื่นล้านบาท อาจจะระดมทุนได้ยาก เพราะจากนี้ไปบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งเตรียมจะระดมทุนผ่านกองทุนอินฟราฯ จำนวนมาก ซึ่งน่าจะดูดเม็ดเงินจำนวนมาก ดังนั้น บริษัท ซีพี ออลล์ คงต้องดูจังหวะให้ดี เพราะต้นทุนจะสูงขึ้นทำให้มีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร" นักวิเคราะห์กล่าว
การเสนอขายหุ้นกู้ล็อตแรก ช่วยลดผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับเงินกู้ที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนราว 30% ของเงินกู้รวม ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 4/2556 ผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง ส่วนการรีไฟแนนซ์หนี้ส่วนที่เหลือราว 4,200 ล้านดอลลาร์เป็นสกุล เงินบาทคาดว่าจะเสร็จตามแผนในปี 2557 ขณะที่ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2556 ซีพี ออลล์ จะรวมผลการดำเนินงานบริษัทแม็คโคร (MAKRO) เป็นไตรมาสแรก คาดกำไรสุทธิของบริษัท ซีพี ออลล์ ที่ 1,745 ล้านบาท ลดลง 40% จากงวดเดียวกันปีก่อน
หากไม่รวมผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนราว 550 ล้านบาท จากหนี้ 1,740 ล้านดอลลาร์ ที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติจะมีกำไร 2,295 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากดีลแม็คโคร ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนราว 5% ของค่าใช้จ่าย ในไตรมาส 3/2556 รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานร้านเซเว่นฯ และ บริษัทแม็คโคร คาดอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม 6-7% ขณะที่ กำไรขั้นต้น ลดลงเป็น 19.5% หลังรวมบริษัทแม็คโคร คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2556 จะเป็น ไตรมาสต่ำสุดประเมินมูลค่าเหมาะสมใหม่ 52 บาท
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการปี 2556-2559 ลงจากเดิมเฉลี่ย 15% ต่อปี สะท้อนสมมติฐานใหม่ การขยายสาขา MAKRO เป็น 7 สาขาต่อปี ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 4-6% และค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นต่อปี 5% การปรับต้นทุนการ เงินเฉลี่ยเป็น 4.8% คาดว่าปีนี้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติจะมีกำไร 10,728 ล้านบาท ลดลง 2%จากงวดปีก่อน ส่วนปี 2557 คาดกำไรปกติเพิ่มขึ้น 29% เป็น 13,831 ล้านบาท หรือมีผลการดำเนินงานปี 2557-2559 เติบโตเฉลี่ยต่อปี 18% คาดกำไรสุทธิ 3/2556 ที่ 1,745 ล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า คาดกำไรสุทธิ ไตรมาส 3/2556 ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยจากการเข้าซื้อบริษัทแม็คโคร ราว 2.1 พันล้านบาท รวมทั้งขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้าหลังจากการรับรู้กำไรของ MAKRO เข้ามาเป็นเวลาเต็มปี และคาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการรวมธุรกิจในแง่ของการร่วมกันจัดซื้อสินค้าทำให้ต้นทุนลดลง แม้อาจมีการปรับลดประมาณการสะท้อนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการรวมกิจการ แต่ยังเชื่อว่าทั้งบริษัท ซีพี ออลล์ และ บริษัทแม็คโคร มีศักยภาพเติบโตจากการเป็นผู้นำตลาดและมีความสามารถการแข่งขันสูง









