วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ห่วงรัฐติดกับดักประชานิยม-นิรโทษ

ห่วงรัฐติดกับดักประชานิยม-นิรโทษกรรม ลงทุน2ล้านล้านไม่เกิด-ต่างชาติเผ่น

กะเทาะมุมมองนักลงทุนสถาบันผ่านรายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทาง "กรุงเทพธุรกิจทีวี" เกาะติดกระแสฟันด์โฟลว์ ต่างชาติห่วงรัฐบาลติดกับดัก "ประชานิยม" เร่งเข็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปลุกกระแสต้านทำการเมืองป่วน กดดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทไม่คืบ ชี้ถ้าสถานการณ์พัฒนาไปถึงจุดนั้น ต่างชาติพร้อมพับแผนลงทุน

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA ให้ความเห็นว่า จากการไปโรดโชว์ต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากมองว่ายังไม่มีผลกระทบกับการลงทุนมากเท่าปัญหาเพดานหนี้ และมาตรการคิวอีของสหรัฐ (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดเงิน) จึงทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดเอเชียในช่วงที่ผ่านมาอยู่

ประกอบกับมุมมองของนักลงทุนต่างชาติเชื่อว่า หากการเมืองในประเทศไทยมีการประท้วงรุนแรงขึ้นจริง โดยเฉพาะการประท้วงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถึงที่สุดแล้วรัฐบาลก็ยังสามารถชะลอหรือยกเลิกการพิจารณาได้

"ถ้าถึงวันที่มีคนมาค้านเต็มถนน มีการประท้วงเลือดตกยางออก คิดว่ารัฐบาลก็คงจะถอนเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ผมเชื่ออย่างนั้น วันนี้รัฐบาลพยายามเดินหน้า แต่หากมีมวลชนออกมาประท้วงมากๆ มีเหตุการณ์รุนแรง รัฐบาลก็จะดึงเรื่องออกจากการพิจารณาเอง" นายปริญญ์ กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติเป็นห่วงมากที่สุด คือ การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการเมืองในประเทศมากกว่าเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงนโยบายประชานิยมที่สร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างมาก ทั้งโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล รวมถึงนโยบายรถยนต์คันแรกที่สร้างความเสียหายต่อตลาดรถยนต์ในภาพรวม และความไม่พร้อมในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เช่น เมื่อรัฐบาลมีโครงการรถยนต์คันแรก ประชาชนก็พร้อมซื้อรถยนต์ใหม่ แต่ไม่มีถนนเพียงพอที่จะรองรับ และบางรายก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ด้วย

"นักลงทุนต่างชาติไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่เดินหน้านโยบายการลงทุนของประเทศที่แน่นอน อย่างโครงการลงทุน 2 ล้านล้าน ก็ไม่เริ่มลงทุน กลับไปทำนโยบายทางการเมือง เช่น จำนำข้าว รถยนต์คันแรก หรือแม้กระทั่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ไม่มีการเดินหน้าโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท"

สำหรับทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ประเมินว่า ทิศทางการลงทุนยังเป็นบวก น่าจะยังมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนจะหันมาลงทุนในเอเชียซึ่งมีเศรษฐกิจแน่นอนกว่าสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องมาตรการคิวอี และเชื่อว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเป็นแบบระยะยาวและต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยเฉพาะหากรัฐบาลมีแผนชัดเจนที่จะลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทจริง

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ประเด็นความขัดแย้งในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฯ เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 2-3 ในเดือน พ.ย.นี้ ได้สร้างความร้อนแรงให้กับสถานการณ์การเมืองทั้งในสภาที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมคัดค้านจนถึงที่สุด และนอกสภาจากการชุมนุมต่อต้าน ซึ่งยังไม่มีฝ่ายใดแสดงท่าทีว่าจะถอยหรือประนีประนอม ถือเป็นภาวะความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ย. รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราสำคัญรออยู่ สถานการณ์การเมืองจากนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันต่อดัชนีหุ้นไทย ประกอบกับการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องของ SET หลังจากที่ลงไปต่ำสุดเมื่อ 28 ส.ค. จนถึงปัจจุบันปรับขึ้นกว่า 15% สูงเป็นลำดับต้นๆ ในภูมิภาค ทำให้ Current PER ยืนเหนือ 15 เท่า ดังนั้นจึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรระยะสั้น

ขณะที่ ปัจจัยภายนอกมีน้ำหนักหนุนดัชนีน้อยลง คาดว่าตลาดหุ้นโลกยังคงขับเคลื่อนไปตามสภาพคล่องที่ยังจำเป็นต้องดำรงไว้ในระยะนี้ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ ( FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 และ 30 ต.ค. จะเป็นการประชุมครั้งแรกหลังจากที่สหรัฐปิดหน่วยงานราชการบางส่วนเป็นเวลา 16 วัน สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจไปกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตราว่างงานยังสูงถึง 7.2% ห่างไกลเป้าหมายที่ 6.5%

จึงเป็นที่คาดหมายกันในวงกว้างว่า เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะยังคงวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่เดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อไปจนถึงเดือน มี.ค.ปีหน้า เช่นเดียวกับการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 31 ต.ค. ก็จะยังคงนโยบายเช่นเดิม