กรมชลฯเตรียมเสนอกบอ. เร่งวางแผนสร้างคลองระบายน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก เผยเป็นปัญหาเดิม เส้นทางระบายไม่เพียงพอ-การขยายตัวชุมชนขวางทางน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ต่อเนื่องมานับเดือน จากปริมาณฝนตกหนัก แต่ปัญหาหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือเส้นทางระบายน้ำไม่เพียงพอและการกีดขวางเส้นทางจากการขยายตัวของชุมชน
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าเตรียมเสนอให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)พิจารณาวางแผนทำคลองลัดเพื่อระบายน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในรายละเอียด คาดว่าจะสรุปได้สิ้นเดือนนี้ เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการระบายน้ำ
"คลองลัดจะช่วยระบายน้ำไม่ให้ไหลเข้าเขตชุมชน แต่การก่อสร้างดังกล่าวยังมีปัญหา กรณีที่จะถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบ และไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ"
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกในปีนี้ถือว่าหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นายสุเทพกล่าวว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ โดยเฉพาะนิคมอมตะนคร เป็นที่ลุ่มต่ำต้องรองรับน้ำจาก อ.พนัสนิคมที่ปัจจุบันเริ่มแห้งแล้ว
ล่าสุดวานนี้(21 ต.ค.) กรมชลประทานรายงานว่า ในภาคตะวันออก ยังมีน้ำท่วมใน จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่น้ำท่วม 5 อำเภอ คือ พนมสารคาม บ้านโพธิ์ ราชสาส์น บางคล้า และบางน้ำเปรี้ยว ส่วน จ.ปราจีนบุรี มีพื้นที่น้ำท่วม 5 อำเภอ คือ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ์ เมือง ประจันตคาม และบ้านสร้าง
ส่วน จ.สระแก้วมีน้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนที่อยู่ติดกับคลอง ระดับน้ำไม่สูงนัก ขณะที่ จ.ชลบุรียังมีน้ำท่วมในวงกว้างที่ อ.พนัสนิคม และอ.พานทอง
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร บริเวณเฟส 7, 8, 9 น้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นถนนสูงประมาณ 0.30-0.40 เมตร แต่ยังไม่เข้าภายในโรงงาน
นายสุเทพกล่าวว่านิคมอุตสาหกรรมอมตะ มีปัญหาการดำเนินการยังติดขัดอยู่บ้างเนื่องจากการระบายน้ำกระทบกับเขตชุมชนในบริเวณนั้น ซึ่งมีปัญหาน้ำทะเลหนุนอยู่แล้ว ดังนั้นการระบายน้ำจะซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมชุมชน
นายสุเทพกล่าวว่าปัญหาดังกล่าว ทางนิคมอมตะฯ ร่วมกับทางจังหวัดและท้องถิ่น จะต้องหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดไปก่อน หลังจากนั้นนิคมฯต้องวางแผนปรับปรุงถนน เส้นทางที่ขวางทางระบายน้ำ เพื่อวางระบบการระบายน้ำหากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นอีก ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ และพื้นที่นิคมฯอมตะมีปัญหาเป็นเขตลุ่มต่ำรับน้ำอยู่แล้ว
"น้ำที่ท่วมฝั่งตะวันออกครั้งนี้ เกิดจากสภาพฝนที่ตกหนัก ช่วงสั้นๆ ช่วงวันที่ 19 ก.ย.- 9 ต.ค. เกินเกณฑ์ปกติ 20 % ขึ้นไป และกระจุกตัวในพื้นที่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประชาชนในพื้นที่ อ.พานทอง ยังพูดว่าเกิดมาเพิ่งเห็น ทำให้การระบายน้ำตามคู คลอง ธรรมชาติทำได้ล่าช้า และล้นตลิ่ง ในขณะที่คลองระบายน้ำที่ อ.พานทอง สร้างมาตั้งแต่ปี 2508 ประสิทธิภาพการทำงานไม่เพียงพอกับการขยายตัวของชุมชน ทุกอย่างจึงล่าช้าไปหมด ในขณะที่อ่างเก็บน้ำในฝั่งตะวันออกยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ยังดีที่ยังพอชะลอน้ำได้บ้าง"นายสุเทพ กล่าว
นายสุเทพ กล่าวว่าในช่วงแรกที่ยังไม่เกินพายุนารีเข้ามานั้น อ่างเก็บน้ำที่ภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำน้อยมาก เช่น เขื่อนสียัด จ. ฉะเชิงเทรา มีเพียง 51% เท่านั้น ขณะนี้เต็มแล้ว 103 % อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึ่ง จ. สระแก้ว อ่างเก็บน้ำห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ส่วนหนึ่งเพราะยังมีประชาชนบางกลุ่มต่อต้าน อ่างเก็บคลองหลวง จ.ชลบุรี อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน แต่ก็สามารถช่วยรับน้ำได้ถึง 70 ล้านลูกบาศก์เมตร
"ตอนนี้ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ทำให้เดาทางได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นตรงไหน อ่างเก็บน้ำเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยชะลอน้ำเท่านั้น ไม่ได้ช่วยในการป้องกันน้ำท่วม แต่ถ้าไม่มี สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายไปกว่านี้ ที่สำคัญการเกิดน้ำท่วม จำเป็นต้องป้องกันเขตเศรษฐกิจเอาไว้ นั่นคือการทำทางระบายน้ำเอาไว้ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต้องยอมรับ โดยรัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ จะทำอย่างไรเมื่อเกิดกรณีที่วิกฤติ ในขณะที่อมตะนครที่ต้องการระบายน้ำ จะต้องมีการชดเชยและเยียวยา ถ้าไม่มีการวางแผนเหล่านี้จะเกิดการต่อต้านแน่ “ นายสุเทพ กล่าว
กนอ.คาดอมตะฯน้ำแห้งใน3วัน
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ดีขึ้น โดยมีระดับน้ำลดลงจากวันก่อน (20 ต.ค.) ประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีระดับน้ำสูงสุดที่บริเวณเฟส 7 ต่อเชื่อมกับเฟส 8 ประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้สถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมวลน้ำก้อนสุดท้ายได้ไหลผ่านไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ต.ค.แล้ว และน้ำจะลดลงจนแห้งภายใน 3 วัน
นายวีรพงศ์กล่าวว่าขณะนี้มีโรงงานที่หยุดกิจในเฟส 7 จำนวน 17 โรง และยังไม่มีโรงงานใดที่น้ำท่วมเข้าโรงงาน โดยต้องหยุดผลิต เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาทำงานได้
"ถนนที่ผ่าน อ.พานทอง จ.ชลบุรี มีระดับน้ำมาก รถเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านได้ มีเพียงรถบรรทุกที่ขนสินค้า และวัตถุดิบเข้าออกนิคมฯได้เพียงอย่างเดียว คาดว่าในวันนี้(22 ต.ค.) ระดับน้ำจะลดลงจนรถเล็กวิ่งได้ ซึ่งจะทำให้โรงงานทั้ง 17 โรง กลับมาเปิดได้"
'อมตะ'เร่งระบายน้ำภายในนิคมฯ
ด้านนายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวานนี้(21 ต.ค.) ระดับน้ำในนิคมฯลดลง 15-20 ซม. โดยในพื้นที่เฟส 7 บางจุดยังมีระดับน้ำบนผิวการจราจรอยู่ที่ 30-35 ซม. ส่วนการประกอบการของโรงงานยังคงเดินหน้าผลิตได้ตามปกติ มีโรงงานจำนวน 17 แห่ง ที่ขอหยุดการผลิตชั่วคราว เป็นการหยุดผลิตบางส่วน และมีสต็อกสินค้าอยู่แล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน
ก่อนหน้านี้ ในพื้นที่เฟส 7 เคยประสบปัญหาน้ำท่วมในนิคมฯมาแล้ว โดยมีโรงงานหยุดผลิต 2 แห่ง
นายวิบูลย์กล่าวว่าโรงงานในพื้นที่เฟส 7 มีน้ำล้อมรอบอยู่บริเวณด้านนอกโรงงาน ทำให้พนักงานไม่สามารถเดินทางเข้าไปทำงานได้สะดวก โรงงานจึงขอหยุดการผลิตชั่วคราว แต่ภายในโรงงานไม่มีน้ำเข้าแต่อย่างใด โดยระดับน้ำเฉลี่ยบนถนนอยู่ที่ 20-35 ซม. รถเก๋งขนาดเล็กสามารถผ่านได้ในช่วงทางเข้าเฟส 7
นายวิบูลย์ คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังขณะนี้อยู่บนผืนผิวจราจร 15-20 ซม. มั่นใจว่าวันนี้(22 ต.ค.)จะแห้งลงอีก โดยจะมีน้ำเหลือประมาณ 5 ซม. แต่ต้องไม่มีน้ำฝนลงมาเติมอีก เชื่อว่าโรงงานทั้ง 17 แห่งน่าจะเปิดทำการได้ หากน้ำภายในเฟส 7 ลดลง ระดับน้ำภายนอกก็จะลดลงด้วย ทำให้รถบัสรับส่งพนักงานได้
"ขณะนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทางทหารเรือได้ส่งเรือผลักดันน้ำมาอีก 10 ลำ ทำให้มีเรือผลักดันน้ำทั้งหมด 43 ลำ เครื่องสูบน้ำกว่า 100 เครื่อง และจัดเตรียมบิ๊กแบ็ก จำนวน 500 ใบ สำหรับป้องกันน้ำเข้าพื้นที่โรงงาน"นายวิบูลย์ กล่าว
อุตฯเผย81โรงงานถูกน้ำท่วม
นายปณิธาน จินดาภู ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย (ศน.อก.) กล่าวว่าสถานการณ์น้ำท่วมโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะทรงตัวและค่อยๆ ดีขึ้น จุดที่หนักที่สุดจะอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยล่าสุดมีโรงงานได้รับผลกระทบ 81 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานขนาดเล็ก 70 แห่ง กลาง 5 แห่ง และโรงงานขนาดใหญ่ 6 แห่ง
จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมี 12 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี 11 แห่ง จ.ศรีสะเกษ 16 แห่ง จ.นครนายก 13 แห่ง จ.ปราจีนบุรี 7 แห่ง จ.จันทบุรี 5 แห่ง จ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.อ่างทอง 6 แห่ง จ.บุรีรัมย์ 2 แห่ง จ.สระแก้ว 8 แห่ง จ.พระนครศรีอยุธยา 1 แห่ง จ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง และจ.นครราชสีมา 3 แห่ง มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 85 ล้านบาท ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำท่วม คือ บ.ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) 1 โรง, บ.ไท่ผิง เอทานอล จำกัด 1 โรง, บ.เอลีทคราฟท์เปเปอร์ จำกัด 2 โรง โรงฆ่าและแปรรูปสุกร ของกรมปศุสัตว์ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และโรงซ่อมเครื่องจักรและต่อตัวถังรถบรรทุก 1 โรง
"หลังจากน้ำลดกระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักร และมีมาตรการช่วยเหลือโดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน และค่าต่อใบอนุญาต และจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เหมือนกับที่คณะรัฐบาลตรีได้เคยอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือโรงงานที่ถูกน้ำท่วมในปี 2554"นายปณิธาน กล่าว
ญี่ปุ่นทุ่มพันล้านช่วยสร้างประตูระบายน้ำ
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองกระมังและคลองหันตราอย่างเป็นทางการวานนี้ (21 ต.ค.) พร้อมเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า)ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่รัฐบาลไทยผ่านไจก้า เพื่อก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา คือ ประตูระบายน้ำคลองกระมังและคลองหันตรา
ประตูน้ำ 2 แห่ง ตั้งอยู่ที่ปลายน้ำของประตูระบายน้ำข้าวเม่า วงเงิน 2,550 ล้านเยน หรือ ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อทำการปกป้องพื้นที่ที่สำคัญทางด้านซ้ายของแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้โครงการป้องกันอุทกภัยในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จ.พระนครศรีอยุธยา
สำหรับเงื่อนไขในข้อตกลงความช่วยเหลือแบบให้เปล่านั้น กรมชลประทานจะต้องไปร่วมในการจัดหาบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างและบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอธิบดีกรมชลประทานได้เดินทางไปลงนามในสัญญาว่าจ้างบริษัทผู้รับจ้าง คือ บริษัท Maeda Corporation ราคางานก่อสร้าง 1,434 ล้านเยน หรือประมาณ 454 ล้านบาท และบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ คือ บริษัท Kubota Corporation ในวงเงิน 193 ล้านเยน หรือประมาณ 61 ล้าน









