น้ำมันพืชไทยดันลูกเข้าตลาด-ขยายผลิต

น้ำมันพืชไทยดันลูกเข้าตลาด-ขยายผลิต

"พรอดดิจิ"ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานก.ล.ต. เตรียมขายหุ้นไอพีโอ 70 ล้านหุ้น และเข้าตลาด เอ็ม เอ ไอ หวังนำเงินระดมทุนขยายุรกิจผลิตขวด PET

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า บริษัท พรอดดิจิ จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) Version แรก เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 70 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และมีความประสงค์จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) โดยแต่งตั้งบล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ส่วนเงินจากการระดมทุนใช้เพื่อลงทุนในโครงการขยายสายการผลิตขวด PET, โครงการผลิตหลอดพรีฟอร์ม (Preform), โครงการติดตั้งเครื่องปิดฉลากขวด PET, โครงการติดตั้งเครื่องบรรจุขวด PET ใส่หีบห่ออัตโนมัติ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

ทั้งนี้ บริษัท พรอดดิจิ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก Polyethylene Terephthalate (ขวด PET) ปัจจุบันบริษัทมีสายการผลิต 33 สายการผลิต กำลังการผลิตรวมประมาณ 50 ล้านขวดพลาสติกต่อเดือน และมีเครื่องปิดฉลากขวด PET อัตโนมัติ 5 ชุด ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 6 ล้านขวดพลาสติกต่อเดือน รวมทั้งมีเครื่องบรรจุขวด PET ใส่หีบห่ออัตโนมัติ 2 ชุด กำลังการผลิตประมาณ 3.6 ล้านขวดพลาสติกต่อเดือน

ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 361.50 ล้านบาท กำไรสุทธิ 34.68 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวม 594.09 ล้านบาท หนี้สินรวม 334.58 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 259.51 ล้านบาท

ณ วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 100 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และมีทุนจดทะเบียน 135 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 270 ล้านหุ้น หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แล้ว บริษัทจะมีทุนชำระแล้ว 135 ล้านบาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ณ วันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา คือ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO ถือหุ้น 86 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 43% หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 31.85% รองลงมาเป็นบริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ถือหุ้น 30 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 15% หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 11.11%

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหักสำรองตามกฎหมายแล้ว