คลังห่วงศก.โลกปัจจัยเสี่ยงสำคัญ กระทบส่งออกกับการบริโภคภายใน บวกมาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปรับลดลง ส่งผลจัดเก็บรายได้ปี 2557 พลาดเป้า
หลังจากปิดหีบการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2556 ไปแล้วเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลมีรายได้สูงกว่าเป้าหมาย 2.7% หรือ ประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท และ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.2% หรือ 1.74 แสนล้านบาท โดยมียอดการจัดเก็บสุทธิที่ 2.15 ล้านล้านบาท
ตัวเลขข้างต้น ถือว่าทำให้รัฐบาลสามารถเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง เพราะภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกทำให้ขยายตัวได้ไม่ถึง 2% และ การบริโภคภายในที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังหมดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ย่อมมีส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจไทยถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.7-3.8% จากเดิมที่ 4.5%
สาเหตุสำคัญที่รายได้รัฐบาลเกินเป้าหมาย มาจากการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่นที่สูงกว่าเป้าหมายถึง 4.78 หมื่นล้านบาท หรือ 45.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจัดเก็บรายได้สัมปทานปิโตรเลียม สูงกว่าเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมีรายได้พิเศษนอกเหนือจากที่ประมาณการไว้ที่สำคัญ เช่น รายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3G ย่าน 2.1 GHz และการส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับ ผู้ส่งออกสินค้า เป็นต้น
ทั้งนี้ ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สะท้อนถึงกิจกรรมและธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินไปได้ด้วยดี โดยในปีนี้การจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังสูงกว่าเป้าหมายประมาณ 9 พันล้านบาท
ภาพรวมจัดเก็บสรรพากรยังแย่
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร พบว่ามีรายได้ลดลงจากเป้าหมายอยู่ประมาณ 9 พันล้านบาท สาเหตุสำคัญเกิดจากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20% ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 4.75 หมื่นล้านบาท หรือ 7.4% แต่สูงกว่าปีที่แล้ว 8.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีนี้ ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้การชำระภาษีจากกำไรสุทธิรอบปีบัญชี (ภ.ง.ด.50) และ จากประมาณการกำไรสุทธิครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี(ภ.ง.ด.51) จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยต่ำกว่าเป้าหมาย 1.9 พันล้านบาท หรือ 1.7% สาเหตุสำคัญมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้าจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมูลค่านำเข้าที่ชะลอตัวลง ขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคในประเทศยังจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย สะท้อนการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2.4 หมื่นล้านบาท หรือ 8.7% สะท้อนถึงรายได้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะฐานเงินเดือนและฐานเงินฝากที่ขยายตัวได้ดี
"ในปีนี้ เป็นปีแรกที่ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% จากเดิม 25% ทำให้ผลการจัดเก็บรายได้ลดลงไปเล็กน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ลดลง นอกจากนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มก็จัดเก็บได้น้อยลง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้กระทรวงการคลังปรับลดเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจจากเดิมอยู่ที่ 4.5% มาอยู่ที่ 3.7%"สิทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากรกล่าว
ตั้งเป้ารีดภาษีบริษัทขนาดกลาง
ทั้งนี้ กรมสรรพากรเป็นกรมที่มีสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาลสูงถึง 85% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ว่า จะเข้มงวดต่อการจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะในบริษัทขนาดกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่พบการหลีกเลี่ยงภาษี ด้วยการสร้างรายจ่ายให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายได้ เพื่อโชว์ผลกำไรในระดับต่ำ จะได้เสียภาษีน้อยลงหรือไม่เสียภาษีเลย โดยเป้าหมายการจัดเก็บที่ 1.89 ล้านล้านบาท จะถือเป็นตัววัดประสิทธิภาพการทำงานของกรมสรรพากร
สิทธิชัยกล่าวว่า นโยบายกรมสรรพากรจากนี้ไป จะเน้นหนักกับเรื่องการโกงภาษีมาเป็นอันแรก ในฐานะที่ตนเติบโตมาจากฝ่ายปฏิบัติงาน ซึ่งรู้จักผู้ประกอบการดีและยังรู้ถึงวิธีการเสียภาษีอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย แต่ที่ผ่านมา กรมสรรพากรมักจะนิ่งเฉยกับประเด็นเหล่านี้ เพราะถือว่า เก็บภาษีได้เข้าเป้า หรือเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด
"บริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะบริษัทเหล่านี้ มีระบบการตรวจสอบที่ดีและยังมีธรรมาภิบาล แต่บริษัทขนาดกลางมักจะพบปัญหาการเสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่บ่อยๆ หากเจ้าหน้าที่เข้มข้นมากขึ้น ก็มั่นใจว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีนี้ น่าจะได้ตามเป้าหมาย 1.89 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน หลังจากในปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมา การจัดเก็บรายได้ของกรมต่ำกว่าเป้าหมาย 9 พันล้านบาท"
ส่วนอัตราโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ซอยย่อยจากเดิม 5%, 10%, 20%, 30% และ 37% เปลี่ยนมาเป็น 5%, 10%, 15%, 20%และ 30% โดยผู้ที่มีเงินต่ำกว่า 1.5 แสนบาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษีแต่มีหน้าที่ที่ต้องยื่นแบบภาษีนั้น ล่าสุดกรมสรรพากร ได้หารือกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแทนการแก้ไข พ.ร.บ.เพื่อให้ทันในปีภาษี 2556 เพื่อให้ผู้มีเงินปีที่แล้วสามารถเสียภาษีอัตราใหม่ได้ในระหว่างเดือนม.ค.-มี.ค.2557
สรรพสามิตรับเป้าจัดเก็บท้าทาย
ด้านกรมสรรพสามิต เป็นกรมที่มีการจัดเก็บรายได้เป็นลำดับที่มีความสำคัญอีกกรมหนึ่ง แม้ว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2556 จะเกินกว่าเป้าหมายถึง 2 หมื่นล้านบาท จากผลพวงของโครงการรถยนต์คันแรก แต่ประมาณการการจัดเก็บรายได้ที่ 4.63 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2557 ซึ่งสูงกว่าปี 2556 ถึง 5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นงานท้าทาย หากเศรษฐกิจไม่สามารถขยายได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะหลังจากที่โครงการรถยนต์คันแรกได้จบลง
"ถ้าพิจารณาจากการวิเคราะห์ของหน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4%กว่าๆ ซึ่งรายได้จากภาษีสรรพสามิตก็จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นคาดว่าการจัดเก็บรายได้ของกรม น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้แน่นอน โดยสินค้าหลักๆ ที่จัดเก็บ เช่น ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ภาษีสุรา เบียร์ ยาสูบ เป็นต้น"สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้ข้อมูล
เศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยเสี่ยง
ด้านสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2557 คือ ภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะฟื้นตัวตามคาดการณ์ เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกจะกระทบต่อเศรษฐกิจภาคสำคัญของไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก รวมถึง การบริโภคภายใน
อีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง เขากล่าวว่าเป็นมาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะปรับลดลง แต่ก็เชื่อว่า จะไม่เกินกว่าที่ประมาณการไว้ เพราะได้คำนวณประเด็นดังกล่าวในการประมาณรายได้ปี 57 แล้ว
"เราเพิ่งจะเริ่มต้นการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 57 โดยประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันคิดว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้า เพราะการคาดการณ์จากไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ก็ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะดีขึ้น เราก็อนุรักษนิยมว่า จะเป็นไปตามเป้า แต่เพิ่งจะต้นปีงบประมาณ เราก็ไม่สามารถบอกได้ 100%"เขากล่าวว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ 2557 ไว้ที่ 2.38 ล้านล้านบาท สำหรับเป้าหมายงบประมาณสมดุลในปี 2560 ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงกดดันต่อการจัดเก็บรายได้ รวมถึง ภาระหนี้ที่จะเกิดจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล และปัญหาการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าว ซึ่งจะถูกบันทึกในงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี
สมชัยเชื่อมั่นว่า รัฐบาลยังอยู่ในวิสัยที่จะสามารถบริหารจัดการ ให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ขณะที่ในอนาคตภาษีทางอ้อมจากมูลค่าเพิ่มจะมาทดแทนภาษีทางตรงที่ลดลงจากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา
"เรายังยืนตามประมาณการว่า จะสามารถทำได้จริงๆ เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพในระดับ 4-5%ต่อปี ขณะที่ ภาระหนี้ก้อนใหญ่จากกองทุนฟื้นฟูฯก็หมดไป ปัญหาการขาดทุนในโครงการจำนำ ก็ยังเป็นผลขาดทุนทางบัญชี ส่วนภาระหนี้การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ก็เป็นหนี้นอกงบประมาณ ซึ่งเมื่อมีการลงทุน เศรษฐกิจก็จะขยายตัว ทำให้เกิดรายได้"สมชัย กล่าว








