ไทยโพลีคอนส์ เดินหน้าขยายงานโรงไฟฟ้าเต็มสูบ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้รวมกับกำไรสุทธิธุรกิจพลังงานจาก 15% ของรายได้รวมปีนี้ ให้โตก้าวกระโดด
นายไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) (TPOLY) เปิดเผยถึงความคืบหน้าธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าว่าคณะกรรมการบริษัทมีมติจัดตั้งบริษัท ทีพีซี พาวเวอร์ โฮลดิ้ง (TPC POWER HOLDING) เพื่อเข้าลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานทางเลือกเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการพลังงานในประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และไทยยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมาก ดังนั้นบริษัทจึงเห็นโอกาสขยายธุรกิจ โดยมีแผนลงทุน แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรก 40 เมกะวัตต์ภายใน 1-2 ปี เฟสที่สอง 60-100 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปี และเฟสที่สามจะเป็นการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกในอาเซียน
"จากธุรกิจบริษัทย่อย เราต้องการสร้างการเติบโตยั่งยืน ที่สอดคล้องกับพันธกิจของเรา โดยวางเป้ารายได้จากธุรกิจพลังงานมีสัดส่วนราว 15% ของรายได้ทั้งหมดปีนี้ อนาคตสัดส่วนกำไรสุทธิของธุรกิจพลังงานจะมีสัดส่วน 60% ของกำไรทั้งหมดของไทยโพลีคอนส์ และจะส่งผลให้กำไรบริษัทโตได้ปีละ 20-25% ไม่ยาก ช่วยสร้างความมั่นคงพื้นฐานที่ดีให้บริษัทในระยะยาว”
นายไชยณรงค์ให้ข้อมูลแผนลงทุนเฟสแรกว่า โรงไฟฟ้าช้างแรกไบโอเพาเวอร์ ได้เริ่มขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้ว และตั้งแต่เริ่มขายจนถึงปัจจุบันสร้างรายรับ 122 ล้านบาท โดยตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย.ปีนี้ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยกว่าวันละ 210,000 หน่วย คาดสิ้นปีนี้สร้างรายได้กว่า 170 ล้านบาท
ด้านโครงการมหาชัยกรีนเพาเวอร์ก็ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกลั่นกรองเรียบร้อย คาดว่าจะได้รับ รง 4. โดยเร็ว โครงการโรงไฟฟ้าทุ่งสังกรีนนั้นได้รับอนุมัติจากจังหวัดเรียบร้อย โครงการบางสะพานน้อยไบโอแมส อยู่ระหว่างขออนุญาต รง 4. ซึ่งเฟสแรกตั้งเป้ารับรู้รายได้ทั้งหมด 4 โครงการในปี 2558
สำหรับเฟสที่สองบริษัทได้จัดตั้งบริษัท ปัตตานี กรีน อยู่ระหว่างขออนุมัติ และเร็วๆ นี้ บริษัทจะมีมติ จัดตั้งบริษัทย่อยอีก 4 บริษัท ซึ่งจะมีกำลังผลิตรวมไม่ต่ำกว่า 40-60 เมกะวัตต์
นายไชยณรงค์ กล่าวถึงแผนลงทุนต่างประเทศ ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ปัจจุบันได้รับข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาวสองโครงการ จากสามโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ กำลังการผลิตรวมทั้งสามโครงการข้างต้น 120-140 เมกะวัตต์ คาดรายได้ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแต่ละโรง 220-230 ล้านบาท








