วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับจังหวะลงทุน...ในหุ้นสหรัฐ

แนะนักลงทุน หาจังหวะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ คาดเป็นตลาดสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก

ในช่วงนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่คงติดตามข่าวปัญหาของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "การปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วน (Government Shutdown)"และเรื่อง "การขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling Crisis)" โดยทั้ง 2 เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นที่ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลในตลาดหุ้น ว่าปัญหาที่เกิดจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าเมื่อย้อนดูข้อมูลในอดีต ก็จะพบว่าปัญหาดังกล่าวเคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่น่ากังวลก็คือในที่สุดแล้วปัญหานี้จะจบอย่างไร

ประเด็นที่กังวลกันมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ มีสาเหตุมาจากการที่ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐมีการก่อหนี้จากการใช้จ่ายของภาครัฐที่เกิดการขาดดุลทางการคลัง อธิบายง่ายๆ ก็คือ งบประมาณของรัฐบาลมีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายจนเกิดการขาดดุล เมื่อขาดดุล รัฐบาลสหรัฐก็กู้เงินมาชดเชยในส่วนนั้น จนทำให้หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันสภาคองเกรสของสหรัฐกำหนดให้รัฐบาลก่อหนี้ได้ไม่เกิน 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ในช่วงเดือนต.ค. นี้เองที่สหรัฐจะก่อหนี้เต็มวงเงินที่กำหนดไว้ โดยไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายได้อีก นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายเข้ามาเรียกเก็บ ซึ่งหากสหรัฐไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ ปัญหาที่จะเกิด คือ "การผิดนัดชำระหนี้ (Default)" นั่นเอง ซึ่งปัญหานี้อาจจะสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนไม่ใช่น้อย เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้เสมือนกับการกู้เงินแล้วลูกหนี้ไม่สามารถชำระคืนเจ้าหนี้ได้ อีกทั้งสหรัฐยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้มาก่อน โดยขณะนี้เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ คือประเทศจีน ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐอยู่ 1.27 ล้านล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ ประเทศญี่ปุ่น ถือครองอยู่ 1.13 ล้านล้านดอลลาร์ โดยหลังจากที่ทั่วโลกรับรู้ปัญหาข้อนี้ รัฐบาลทั้งของจีนและญี่ปุ่น ก็ออกมากดดันสหรัฐ ให้หาทางออกในเรื่องนี้โดยเร็ว

หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2011 วิกฤติการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ ก็เคยเกิดขึ้นและสร้างความปั่นป่วนมาแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงระหว่างที่ปัญหายังไม่คลี่คลาย ในขณะนั้น วงเงินที่สภาคองเกรสกำหนดให้กู้ยืมได้ คือ ไม่เกิน 14.29 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลของโอบามาบริหารประเทศในยุควิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ รัฐบาลพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ และก่อหนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนต้องขยายเพดานหนี้ถึง 3 ครั้ง และกู้เงินเต็มเพดานทุกครั้ง โดยในครั้งที่ 4 การเจรจาของนักการเมืองทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ในการขยายเพดานหนี้กินเวลานาน จนกระทั่งถึงวันขีดเส้นตาย คือ 2 ส.ค. 2011 นักลงทุนก็ติดตามข่าวกันอย่างต่อเนื่อง และตลาดหุ้นก็ผันผวนเหมือนเช่นครั้งนี้ ซึ่งสุดท้ายปัญหาการขยายเพดานหนี้ก็คลี่คลาย และตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่ยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ในช่วงที่สหรัฐยังไม่ได้ข้อสรุปในการขยายเพดานหนี้ จึงแนะนำให้นักลงทุน หาจังหวะเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยคาดว่าจะเป็นตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่ดี จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จะช่วยผลักดันให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีโอกาสปรับขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ 2) นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น หลังจากการลงทุนในตลาดพันธบัตรมีความน่าสนใจน้อยลงจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวลดลง และ 3) กระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากตลาดประเทศเกิดใหม่ ไปเข้ากลุ่มตลาดประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มมากขึ้น เช่นสหรัฐ กลุ่มยูโรโซน และ ญี่ปุ่น