วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รู้จักจีนรุ่นใหม่ ตอนที่2

มองประเทศจีนผ่าน Mr.Kai-Fu Lee นักพัฒนาชาวจีนรุ่นใหม่ ผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างสูงด้านไอที และ1ในผู้ทรงอิทธิพลโลกปี2013

บทความวันนี้ ยังคงอยู่กับหัวข้อที่น่าสนใจอีกหัวข้อหนึ่งในงานสัมมนา Asia Wealth Symposium 2013 จัดโดย BlackRock บริษัทจัดการลงทุนชั้นนำที่มีขนาดสินทรัพย์สุทธิภายใต้การจัดการมากที่สุดในโลก ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วม โดยหัวข้อนี้ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนามากที่สุดหัวข้อหนึ่ง นั่นคือ "Charting the Path of Innovation in China - Interview with Kai-Fu Lee"

ต้องยอมรับว่าผู้เขียนไม่รู้จัก Mr. Kai-Fu Lee มาก่อนแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างสูงในแวดวงไอที แต่เมื่อได้มีโอกาสฟังแนวคิดของเขาแล้ว ก็ไม่แปลกใจว่าเหตุใดบุคคลผู้นี้จึงได้รับการจัดอันดับจาก Times Magazine ให้เป็นหนึ่งในร้อยผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี2013

Mr. Lee เป็นคนไต้หวันโดยกำเนิด เขาจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และปริญญาเอกในสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลอน และที่นี่เขาสามารถคิดค้นระบบการสั่งการด้วยเสียงขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก โดยหลังจากเป็นอาจารย์อยู่ช่วงสั้นๆ เขาได้ร่วมงานกับ Apple Inc. ตามด้วยบริษัทซอฟต์แวร์อีก 2 แห่ง ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ Microsoft Inc. เพื่อวางรากฐาน Microsoft Research ในประเทศจีน Mr. Lee ทำงานที่ Microsoft 7 ปี ก่อนย้ายมาอยู่กับ Google Inc. รับผิดชอบ Google.cn ซึ่งเป็นเว็บไซต์กูเกิลในประเทศจีน ในปี 2009 เขาได้ตัดสินใจลาออกจาก Googleเพื่อก่อตั้งกองทุนเงินร่วมทุน (Venture Capital) ชื่อว่า “Innovation Works” เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ สำหรับนักพัฒนาชาวจีนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น ปัจจุบันเขาอายุ 51 ปี

ในงานสัมมนา Mr. Lee ได้ให้ความเห็นว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ไม่ถูกจำกัดความคิด โดยสิ่งที่สังคมเป็นผู้กำหนดเพราะนั่นก็คือการคิดอยู่ภายในกรอบเท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์นั้นมักจะเกิดขึ้นโดยผู้ที่สามารถคาดหมายได้ว่าสิ่งใดจะเป็นที่ต้องการของผู้คนในอนาคตก่อนที่คนเหล่านั้นจะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ตนเองต้องการ

เขากล่าวว่า การลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ในปี 2005 ก็ด้วยเหตุสำคัญ 2 ประการด้วยกัน นั่นคือ เขาต้องการกลับมายังประเทศจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีนักพัฒนาจีนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงจำนวนมาก นอกจากนั้นGoogle ก็กำลังผงาดขึ้นเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างสรรค์งานอันน่าทึ่ง (เขาเปรียบเทียบ Microsoft เสมือนผู้ที่สามารถสร้างเครื่องบินเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างจัมโบ้ 777 ได้ ในขณะที่ Google คือ ผู้ที่สามารถสร้างเรือสปีดโบ๊ทที่เร็วที่สุดได้)

สำหรับคำถามว่าอะไรเป็นทิศทางการพัฒนาด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต เขาเห็นว่าการรับรู้คำพูดของคอมพิวเตอร์ และความสามารถที่จะทำตามคำสั่งบางอย่าง เช่น ที่สิริ (Siri) ใน iPhone ทำได้ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น แต่เทคโนโลยีสำหรับอนาคต คือ ความสามารถที่จะรับการมอบหมายงานได้ (Delegation Interface) ซึ่งผู้ใช้เพียงบอกสิ่งที่ต้องการเท่านั้น และคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ก็จะสามารถจัดการให้ได้โดยไม่ต้องสั่งว่าต้องทำอย่างไร

ต่อข้อถามถึงบทบาทของรัฐบาลจีนในการสนับสนุนช่วยเหลือการสร้างนวัตกรรมใหม่ เขามองว่ารัฐบาลจีนทำได้ดีในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการให้แรงจูงใจและรางวัลในรูปแบบต่างๆ แก่ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และรัฐบาลจีนเองก็ตระหนักดีว่าการเป็นผู้ผลิตของโลกแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่น่าจะก่อให้เกิดกำไรที่มากเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม Mr. Lee ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้างว่าคนจีนรุ่นใหม่นั้นให้ความสำคัญกับการศึกษาในระบบ ที่เน้นท่องจำเพื่อสอบมากกว่าฝึกใช้ความคิดและจินตนาการ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตได้

มาถึงตรงนี้ ฟังๆ ดูแล้ว ปัญหาของจีนก็ดูจะคล้ายกับระบบการศึกษาบ้านเรา ที่เน้นความเป็นเลิศทางการท่องจำ มากกว่าการค้นคิดทางแก้ปัญหาซึ่งก็ได้แต่หวังว่าผู้บริหารนโยบายของประเทศจะเร่งแก้ไข ก่อนที่จะสายเกินไป...นะคะ