วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวิลด์แบงก์เตือนโลกเสี่ยงวิกฤติรอบสอง

"เวิลด์แบงก์-เอดีบี"เตือนโลกเสี่ยงวิกฤติรอบสอง สหรัฐไฟเขียวเพิ่มเพดานหนี้ แค่ซื้อเวลา

แม้สหรัฐจะผ่านวิกฤติขยายเพดานหนี้ออกไปชั่วคราวได้ และไม่ทำให้สหรัฐเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ และถูกปรับลดเครดิตประเทศ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะปรับลดมาตรการคิวอีจำนวนเท่าไหร่และเมื่อไหร่ เมื่อถึงตอนนั้นตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างไร

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก มองว่า ข้อตกลงระหว่างพรรครีพับลิกันและดีโมแครตในวันที่ 17 ที่ผ่านมาให้ผ่านกฎหมายงบประมาณปี 2557 และกฎหมายการขยายเพดานหนี้สาธารณะช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมาไม่เป็นตามการคาดหมายของประธานาธิบดีบารัก โอบามา เพราะเพดานหนี้ไม่ได้รับการขยายอย่างเต็มที่ ดังนั้นความผันผวนจะยังคงมีอยู่ในระยะอีก 4 เดือนข้างหน้า จนกว่าจะถึงเดือน ก.พ. ปีหน้าตามกรอบที่กำหนด เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น

ชี้สหรัฐเพิ่มเพดานหนี้แค่ซื้อเวลา

นางสาวกิริฎา กล่าวด้วยว่าการเพิ่มเพดานหนี้ช่วงสั้นๆ เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น สหรัฐยังมีปัญหาอีกมาก เพราะรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวมาเป็นระยะเวลานาน ฉะนั้นปัญหาจึงยังไม่หมดไปในเร็วนี้ รอบที่แล้วปัญหาวิกฤติหนี้แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นหนี้ภาคเอกชนมีขนาด 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่รอบหนี้เป็นวิกฤติหนี้ภาครัฐซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ ชนเพดาน 100% ของจีดีพีอนึ่ง วิกฤติหนี้แฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.17 แสนล้านดอลลาร์

"สหรัฐคงเล่นเกมการเมืองกันต่อไปเท่ากับการพิมพ์เงิน หมายถึงมีคิวอี (นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน) ดังนั้น จะลดขนาดของคิวอีได้ก็ต่อเมื่อมีข้อตกลง (เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ) ที่ชัดเจนหลังเดือน ก.พ.ปีหน้า" นางสาวกิริฎากล่าว

การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐเพื่อใช้จ่ายใน 2 ประเด็นหลักคือ เงินประกันสุขภาพ "โอบามาร์แคร์" และดอกเบี้ยตั๋วเงินคงคลังที่จะถึงกำหนดชำระ ซึ่งส่วนใหญ่ถือโดยสถาบันการเงิน และธนาคารกลางหลายประเทศ หากตั๋วเงินคลังไม่ได้รับเงินจ่ายค่าดอกเบี้ย สถานะความน่าเชื่อถือจากเดิมที่ถือว่าเป็นตราสารที่ปลอดความเสี่ยง "Risk Free" เป็นตราสารที่มีความเสี่ยง หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้จะทำให้มูลค่าของตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อระบบการเงิน สถาบันการเงิน และธนาคารกลางของโลก หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงจะทำให้ทรัพย์สินของสถาบันการเงิน จะไม่สามารถปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจและภาคเอกชนได้

หวั่นสหรัฐผิดนัดจ่ายหนี้ก่อวิกฤติรอบใหม่

"ระยะสั้น ถ้าสหรัฐผิดนัดชำระหนี้จริง จะทำให้เศรษฐกิจโลกซบเซา แย่พอๆ กับวิกฤติหนี้แฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 หรืออาจจะมากกว่า"

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2557 น่าขยายตัวดีกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะโตประมาณ 2% เศษเล็กน้อย ด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นคาดว่าจะขยายตัว 6% ในปีนี้ และ 6.2% ในปีหน้า ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยต่ำสุดเมื่อเทียบกับอาเซียนด้วยกัน โดยคาดว่าจะโต 4% ในปีนี้และ 4.5%ในปีหน้า การส่งออกไทยคาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในปีนี้ และประมาณ 5% ในปีหน้า

นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ความเชื่อมโยงเข้าด้วยกันระหว่างเศรษฐกิจโลก เอเชีย และไทย มีทั้งในด้านการค้าขายระหว่างกัน และภาคธุรกิจการเงิน ดังนั้นไทยจึงไม่อาจจะรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบเดิม คือเป็นไปตามแนวโน้มของโลกได้อีกต่อไป ประเทศไทยจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการพัฒนาสินค้าส่งออกที่สามารถขายได้แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา เช่น สินค้าไฮเทค อย่างไรก็ดี ไทยต้องคำนึงด้วยว่าตลาดหลักยังอยู่ที่สหรัฐ เพราะนอกจากจะมีรายได้ต่อประชากรต่อปีมากกว่าจีน 5 เท่าแล้ว ยังเป็นสังคมผู้บริโภค มูลค่าการบริโภคของสหรัฐมีสัดส่วน 70% ของจีดีพี ขณะที่จีนมีสัดส่วน 50%

เอดีบีแนะศก.ไทยลดพึ่งส่งออกลดเสี่ยง

นางลัษมณ มองว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกไปสหรัฐลดลงและหันไปส่งออกที่จีนเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจเอเชียกับสหรัฐ แต่ขณะนี้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว มาจากการส่งออกและการเกินดุลการค้าลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย หากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพิงการ ส่งออกไปเรื่อยๆ จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงจากการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจเอเชีย เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจแท้จริงของตัวเองให้ได้ ขณะที่ภาคการเงินก็เช่นกัน เมื่อเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน จึงทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนจากเศรษฐกิจ 3 ส่วน

"ศักยภาพของเศรษฐกิจอาเซียน จีน เกาหลี และญี่ปุ่น นั้น ในทศวรรษหน้าเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจะมาอยู่ที่เอเชีย ซึ่งทำให้เอดีบีให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการกับรวมกลุ่มของอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี "

จับตาผลกระทบสหรัฐลดคิวอีปีหน้า

ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการคิวอีของสหรัฐต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ภาครัฐต้องมองไว้เป็นบทเรียน และต้องดูโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนรวมถึงประเทศไทยเอง และทำให้สามารถเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ในส่วนของภาคการผลิตต้องทำให้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้ามีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ก็มีแนวโน้มที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในภาคบริการ การเงิน และประกันภัยมากขึ้น ซึ่งไทยจะประโยชน์จากจุดนี้ได้อย่างไร

"ช่วงที่ผ่านมาเมื่อมีข่าวว่าสหรัฐจะลดคิวอีก็เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชียหลายประเทศรวมถึงไทย ซึ่งเอดีบีคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในเรื่องคิวอี หลังเดือนก.พ.ปีหน้า เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก เนื่องจากกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย เศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจอาเซียนที่ผูกพันกันทั้งด้านการค้าและการลงทุน" นางลัษมณย้ำ

เชื่อสหรัฐดิ้นรักษาเรทติ้ง-เพิ่มเพดานหนี้ถาวร

นางลัษมณ ชี้ว่า กรณีที่สหรัฐอาจจะผิดนัดชำระหนี้ และส่งผลให้เงินดอลลาร์มีปัญหาเสื่อมค่าลงไป เชื่อว่าจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนในเอเชียปั่นป่วนตามไปด้วย หลังจากจะขยายวงไปกระทบต่อระบบสถาบันการเงินต่างๆ ในเอเชียทั้ง จีน และญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าหนี้สหรัฐ ก็จะถูกกระทบ สถาบันการเงินที่สนับสนุนเจ้าหนี้สหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งจะอันตรายมาก เพราะผลที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าสหรัฐต้องพยายามหาทางขยายเพดานหนี้ให้ได้และรักษาอันดับเรทติ้งเอาไว้ในระดับที่ดีต่อไปให้ได้

สำหรับบทบาทของหยวนนั้น คงต้องใช้เวลาอีกระยะ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจจีนแม้เปิดกว้างมากขึ้นแต่ก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ทำให้ค่าเงินหยวนยังไม่สะท้อนความเป็นตัวตน เนื่องจากรัฐบาลจีนยังไม่ได้เปิดเสรีอย่างจริงจัง

"ทางออกของภาคธุรกิจไทยในการรับมือกับการลดคิวอีของสหรัฐนั้น อยากให้มองในระยะไกล เนื่องจากได้เผชิญสถานการณ์ความผันผวนมาระยะหนึ่งแล้ว จึงต้องมองไปข้างหน้า นอกเหนือจากการประกันความเสี่ยงทางการเงินแล้ว ยังต้องทำให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทำให้สินค้ามีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า กัมพูชา ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถูก และเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก" นางลัษมณย้ำ