เอกชนหนุนรัฐบาลลงทุน 2 ล้านล้านบาท ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดแข่งขัน เหตุไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมานาน
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) และกรรมการ บมจ.ปตท. กล่าวในงานเสวนา "ธุรกิจไทยจะเดินไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะเกิดขึ้นและภาคพลังงานจะมีส่วนร่วมอย่างไร" ว่า โครงสร้างพื้นฐานของไทยหากเทียบกับประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซียจะพบว่า 2 ประเทศนำหน้ากว่าไทย เนื่องจากไทยไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมานาน ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
การที่รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งกว่า 90% ลงทุนในระบบรางและรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และบางส่วนลงทุนพัฒนาถนน ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงขึ้น เพราะจะมีเม็ดเงินจากเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ อีกทั้งจะช่วยให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้นด้วย
โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ยังจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ของประเทศที่ปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็น 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงได้ อีกทั้งช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะการขนส่งด้วยระบบรางประหยัดกว่า
ขณะที่รถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 สาย ใช้ไฟฟ้าประมาณ 4,800 เมกะวัตต์ หรือโรงไฟฟ้า 2 โรง ทำให้การใช้น้ำมันลดลง 3,300 ล้านลิตรต่อปี แต่ผลจากการที่เศรษฐกิจเติบโตทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันในภาพรวมของประเทศไม่ลดลง การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 2%
นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาเมืองกระจายตัวออกไปมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง อีกทั้งการลงทุนโครงข่ายถนนจะช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 2 ปีข้างหน้า
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่ที่ 15% ของจีดีพี สูงกว่าประเทศอื่นที่อยู่ในระดับประมาณ 8% เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง โครงสร้างพื้นฐานของไทยไม่ค่อยดี ยกเว้นท่าอากาศยานเท่านั้น ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการที่ไทยมีการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน คิดเป็น 10% ของจีดีพี
"การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเกิดการกระจายธุรกิจอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการถ่ายเทบุคลากรที่มีความรู้ออกไปยังภูมิภาคมากขึ้นไม่กระจุกตัวในเมืองหลวงอย่างในปัจจุบัน"









