เงินทะลักบอนด์ดันบาทแข็งแตะ 31.03 บาท/ดอลลาร์ ขานรับสหรัฐเพิ่มเพดานหนี้ทันเส้นตาย ธปท.ระบุหลังเฟดคงคิวอี เงินทะลัก 3 พันล้านดอลลาร์
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ลงนามในร่างกฎหมายของสภาคองเกรสในการเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐ และยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลแล้ว ทำให้สหรัฐพ้นจากวิกฤติหนี้ และหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยกฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มอำนาจในการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐไปจนถึง วันที่ 7 ก.พ. 2557 และให้งบประมาณแก่หน่วยงานรัฐบาลไปจนถึง วันที่ 15 ม.ค. 2557
ตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลก รวมทั้งในเอเชียขานรับต่อข่าวดังกล่าวในเชิงบวกทันที แม้จะมีแรงเทขายทำกำไร ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นและค่าเงินบางสกุลแข็งค่าขึ้นไม่มากนัก
สำหรับค่าเงินบาทวานนี้ (17 ต.ค.) ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดยเปิดตลาดที่ระดับ 31.15-31.17 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดของวัน หลังจากนั้นเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนมาปิดตลาดที่ระดับ 31.03-31.04 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นระดับแข็งค่าสุดของวัน
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าปัจจัยหลักมาจากการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐที่ทำให้ตลาดคาดว่าการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)ต่อไปและมีเงินไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค เป็นผลให้เงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ถึง 1.1 หมื่นล้านบาท
ในระยะสั้น คาดว่าเงินบาทมีโอกาสที่จะแข็งค่า โดยมีกรอบความเคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.85-31.50 บาทต่อดอลลาร์
ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเฟดคงคิวอี ทำให้มีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ประมาณ 2-3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งภาวะเงินทุนเคลื่อนในระยะสั้นนั้น เม็ดเงินต่างชาติไม่ได้มีทิศทางการไหลเข้าที่ผิดปกติ
"เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าไทยในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่ถือว่าผิดปกติ แต่จากนี้ก็ต้องมีดูว่าหลังจากที่สหรัฐสามารถแก้ปัญหาเพดานหนี้ได้นั้น ทิศทางของเงินทุนต่างชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป"
เตือนธุรกิจอย่ายึดดอลลาร์สกุลเดียว
นางจันทวรรณ กล่าวว่าปัญหาเพดานหนี้สหรัฐในช่วงที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญกับนักลงทุน ที่จะต้องหันมาพิจารณาว่าการยึดเงินสกุลใดสกุลหนึ่งอย่างเงินสกุลสหรัฐนั้นเป็นเงินสกุลกลางที่ใช้ในการซื้อขายสินค้านั้นมีความมั่นคงที่แท้จริงหรือไม่ เพราะหากเกิดวิกฤติในเงินสกุลดังกล่าวก็จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของสกุลเงินที่ใช้เป็นตัวกลางและส่งผลให้เกิดความเสียหายจากการค้าผ่านเงินที่ใช้เป็นตัวกลางได้
"สิ่งที่ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาคือการที่จะทำการค้ากับต่างประเทศนั้นหากใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการซื้อขายมากขึ้น จะช่วยลดปัญหาในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลกลางที่มีความผันผวนได้ เช่นหากซื้อขายกับประเทศจีนก็อาจจะหันไปใช้เงินหยวน ในการซื้อขายแทนเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนป้องกันความเสี่ยงจากการผันผวนของเงินสกุลกลางได้"
'ณรงค์ชัย'เตือนตลาดเงินผันผวน
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐบรรลุข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ ถือว่าเป็นไปตามที่กนง. คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจเพราะสหรัฐยังคงมีหนี้ในระดับสูงถึง 100% ของจีดีพี อีกทั้ง รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายด้านสวัสดิการที่มีสัดส่วนมากกว่า 50% ซึ่งทำให้อนาคตหนี้ของรัฐบาลสหรัฐยังเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นายณรงค์ชัยกล่าวว่าภาคการค้าของโลกในเวลานี้ถือว่าดีขึ้น แต่ภาคการเงินยังมีความผันผวน ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางของประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อช่วยเหลือภาคการคลัง โดยการทำมาตรการคิวอี ซึ่งทำให้ปริมาณเงินในโลกมีเพิ่มขึ้น
"ธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นธนาคารกลางที่เป็นสกุลเงินหลัก ผลกระทบจึงเกิดกับตลาดเงินที่มีความผันผวนไปทั่วโลก ดังนั้นในอนาคตยังต้องระวังความผันผวนเหล่านี้"
นายณรงค์ชัยกล่าวว่าธปท.ก็จำเป็นต้องดูแลความผันผวนเหล่านี้ให้ดี พยายามดูแลไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไปจนกระทบต่อความไม่มีเสถียรภาพทางการเงินได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ธปท.สามารถรับมือกับเรื่องเหล่านี้ได้เนื่องจากปัจจุบัน ธปท. มีระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งมีเครื่องมือในการบริหารจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ เพียงพอ
กสิกรไทยชี้แนวโน้มบาทแข็งแตะ 30.50
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าในช่วงปลายปีนี้ประเด็นหนี้สหรัฐจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เฟดยังไม่สามารถลดการทำคิวอี และอาจเห็นเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในภูมิภาค
"มองว่าสิ้นปีเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์"
นายกอบสิทธิ์คาดว่าในกลางปีหน้าเฟดจะต้องปรับลดคิวอีลง ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.50% ไปอยู่ที่ 3.00% ในปีหน้าก่อนการปรับลดคิวอี เพื่อเป็นการดูแลปัญหาสภาพคล่องในประเทศ
นายกอบสิทธิ์กล่าวว่าในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะปัญหาภาคการคลังที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นหากเฟดลดคิวอี เพราะนักลงทุนจะให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมากกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับ นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าในระยะเวลาสั้น ความไม่แน่นอนในการแก้ปัญหาเพดานหนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดที่อาจเลื่อนคิวอี โดยสำนักวิจัยคาดว่าเฟดจะคงคิวอีไว้จนปัญหาการคลังเริ่มคลี่คลายในต้นปีหน้า ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงต่อไป
"สแตนชาร์ต" คาดเฟดลดคิวอีต้นปีหน้า
ด้านนายเดวิด มานน์ หัวหน้าทีมวิจัยทวีปอเมริกาของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวในงานเสวนา "แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้า" โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดใช้คิวอี อย่างช้าในเดือนมี.ค. 2557 โดยจะค่อยๆ ลด อาจลดเดือนละ 1-2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาว่าแข็งแกร่งเพียงใด และจะลดทั้งหมด 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 4 ปีหน้า
"การตัดสินใจเฟดไม่ลดคิวอีครั้งก่อน เพราะความไม่แน่นอนการขยายเพดานหนี้ แต่วันนี้มีข้อตกลงเลื่อนปัญหาค่อยกลับมาคุยใหม่ต้นปีหน้า บวกกับประธานเฟดคนใหม่อาจกลับมามองเศรษฐกิจหากฟื้นตัวชัด อาจจะตัดสินใจลดคิวอีได้ไม่ยาก น่าจะเป็นปัจจัยหนุนคาดการณ์ของเราที่ว่าถ้าลดคิวอีน่าจะเกิดในเดือนมี.ค. ปีหน้า เป็นอย่างช้า"
ชี้เพดานหนี้ทำตลาดป่วนเป็นระยะ
นายมานน์ กล่าวว่า ตลาดหันกลับมาระวังความเสี่ยงในช่วงรอยต่อระหว่างปีคือเดือนธ.ค. ปีนี้ และเดือนม.ค. ปีหน้า ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกังวลกับการลดคิวอี ความไม่แน่นอนจากปัญหาเพดานหนี้สหรัฐอาจกลับมารวบกวนการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ จึงเชื่อว่าเฟดจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยครึ่งหลังปีหน้าเป็นต้นไป และมองว่าเฟดอาจขึ้นทีละ 1% แต่จะเป็นลักษณะทยอยขึ้น
"เราต้องได้เห็นการต่อรองการขยายเพดานหนี้สหรัฐเป็นระยะๆ และคงชินกับเรื่องนี้ แต่สุดท้ายน่าจะมีข้อตกลงแม้เป็นวินาทีสุดท้าย และขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐด้วยที่จะช่วยให้เกิดรายได้ภาษีให้รัฐ ทำให้ฐานะการคลังของประเทศกระเตื้องดีขึ้นได้"
ด้าน นายคัลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าทีมวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนของสแตนชาร์ต กล่าวถึงแนวโน้มตลาดเงินว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีปัจจัยรวบกวนตลาดโดยเฉพาะปัญหาในสหรัฐ อาจกดทิศทางดอลลาร์อ่อนค่าในระยะสั้น ตรงข้ามกับสกุลเงินสำคัญอื่นและค่าเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นบ้างแต่เล็กน้อย แต่ในปีหน้า หากลดคิวอีซึ่งเป็นปัจจัยดึงสภาพคล่องให้ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้แรงหนุนค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นค่อยๆ หายไป








