ปตท.ตั้งเป้าปี 57 นำเข้าแอลเอ็นจีตลาดจร 3 ล้านตัน เล็งทำสัญญาระยะยาวกับสหรัฐ-โมซัมบิก ศึกษาแผนลงทุน 250 ล้านดอลลาร์ ซื้อเรือขนส่งแอลเอ็นจี
นายภาณุ สุทธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เปิดเผยภายหลังนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจี หรือมาบตาพุด แอลเอ็นจี เทอร์มินอล วานนี้(16 ต.ค.) ว่า ในปี 2557 บริษัทมีแผนจัดหาแอลเอ็นจีจากตลาดจรประมาณ 3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านตันในปี 2556 ขณะที่ปี 2558 การจัดหาส่วนใหญ่จะมาจากสัญญาระยะยาว 20ปีที่ลงนามกับบริษัท การ์ต้าแก๊ส 2 ล้านตัน ส่วนที่เหลือจะจัดซื้อจากตลาดจร โดยนโยบายในการจัดหาแอลเอ็นจีจะพยายามทำสัญญาระยะยาวประมาณ 70-80% ส่วนที่เหลือจะเป็นการจัดซื้อจากตลาดจร
ส่วนการเจรจาเพื่อทำสัญญาระยะยาวมีเป้าหมายจะลงนามในสัญญา Head of Agreement (HOA) กับบริษัทผู้ผลิตแอลเอ็นจี ทั้งที่ประเทศโมซัมบิกซึ่งบริษัท ปตทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ.ร่วมลงทุน และกับผู้ผลิตแอลเอ็นจีในสหรัฐ เพราะภายในปี 2560 ขีดความสามารถในการรองรับแอลเอ็นจีจะเพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านตันต่อปี เป็น 10 ล้านตันต่อปี โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายแอลเอ็นจี ระยะที่ 2 ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างคัดเลือกบริษัทรับเหมาที่ยื่นข้อเสนอจำนวน 5 ราย
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเรือขนส่งแอลเอ็นจี ขนาดบรรทุก 1 - 1.6 แสนตัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการขนส่งแอลเอ็นจี คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 200-250 ล้านดอลลาร์
ด้านนายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติวันละ 4,550 ล้านลูกบาศก์ฟุต มาจากแหล่งในประเทศ 79% หรือ 3,591 ล้านลูกบาศก์ฟุต และนำเข้าจากพม่าในรูปแอลเอ็นจี 959 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 21% ซึ่งในอนาคตปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะลดลง การนำเข้าแอลเอ็นจีจะมีบทบาทมากขึ้น โดยแอลเอ็นจี 1ล้านตัน เมื่อแปรสภาพเป็นก๊าซจะคิดเป็นปริมาณ 140 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
"แผนการนำเข้าแอลเอ็นจีให้รองรับได้ถึง10 ล้านตันต่อปี จะเพียงพอที่จะทดแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าล่าสุดเท่านั้น โดยยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 แห่งมาช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ตามแผน จะมีปัญหาต่อการจัดหาแอลเอ็นจี ยกเว้นรัฐบาลจะให้เตรียมการเพื่อนำเข้าแอลเอ็นจี เฟสที่ 3 อีก 5 ล้านตัน"
ทั้งนี้ แอลเอ็นจีคือก๊าซธรรมชาติที่ถูกลดอุณหภูมิเหลือประมาณ -160 องศาเซลเซียส จนแปรสภาพเป็นของเหลว จึงสะดวกต่อการขนส่งไปยังสถานที่ห่างไกลที่ท่อส่งก๊าซฯไปไม่ถึง กระบวนการเก็บรักษาและการขนส่งแอลเอ็นจี จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษที่สามารถรักษาอุณหภูมิให้คงสถานะในรูปของเหลวได้ตลอดการขนส่ง และเมื่อต้องการนำก๊าซมาใช้งาน ต้องผ่านกระบวนการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อให้กลับไปสู่สถานะก๊าซอีกครั้ง
"จากขั้นตอนและกระบวนการทั้งหมดทำให้แอลเอ็นจีมีราคาสูงกว่าก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย โดยแอลเอ็นจีมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติทั่วไป คือ ไร้กลิ่น ไร้สารพิษ ปราศจากสารกัดกร่อน และมีน้ำหนักเบากว่าอากาศ เมื่อรั่วไหลจะลอยตัวขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ไม่เกิดการสะสมในพื้นราบ จึงยากต่อการติดไฟ"









