กนง.เตรียมพร้อมมาตรการรับมือ "17 ต.ค. วันเส้นตาย "เพดานหนี้สหรัฐ นายกฯ ตั้งวอร์รูมเกาะติดสถานการณ์ รับมือ"ตลาดเงิน-หุ้น"ผันผวน
การประชุมคณะทำงานกำกับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจวานนี้ (16 ต.ค.) มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน โดยได้ตั้งคณะทำงานให้ประชุมร่วมกันในวันที่ 17 ต.ค. เพื่อติดตามสถานการณ์ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งกรณีปิดหน่วยงานภาครัฐและขยายเพดานหนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
การประชุมวานนี้ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้รายงานภาวะเศรษฐกิจและประเมินผลกระทบจากสหรัฐแก้ปัญหาด้านการคลัง ทั้งนี้ได้ประเมินว่าไม่ว่าสหรัฐจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่จะเกิดความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน แต่หากกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนรุนแรงมากกว่า โดย ธปท.ได้รายงานว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้เตรียมมาตรการดูแลความผันผวนที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว และมั่นใจว่าสามารถรับสถานการณ์ได้
วันเดียวกัน กนง.มีการประชุมและมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% โดยนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า นอกจากนโยบายดอกเบี้ยแล้ว การประชุม กนง.ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถเจรจาขยายเพดานหนี้เพิ่มได้ จนนำไปสู่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้
นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ประเมินว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลสหรัฐน่าจะหาทางเจรจากันได้ เพราะถ้าปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นจนนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ กรณีนี้จะนำไปสู่ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกเป็นอย่างมาก
"ในแง่ของการประเมินภาวะเศรษฐกิจ ตลาดโดยรวมคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นนาทีสุดท้ายก็น่าจะตกลงกันได้ เพราะผลกระทบหากไม่สามารถตกลงกันได้มันยิ่งใหญ่มาก" นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น นายไพบูลย์กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ประเมินยาก เพราะแม้แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง ทางสหรัฐก็ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมันมีแรงขับเคลื่อนจากตลาดเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจแท้จริง และผลกระทบที่มีต่อตลาดการเงินก็ค่อนข้างซับซ้อนจากการเชื่อมโยงกันหมด
"พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เป็นเครื่องมือการเงินที่สำคัญในหลายๆ ภาคส่วน เช่น ในตลาดรีโป (ตลาดซื้อคืนพันธบัตร) ที่มีการซื้อขายกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินในตลาด ซึ่งมีประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ หากเครื่องมือเหล่านี้ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ก็ย่อมส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินในตลาด ทำให้เกิดภาวะเงินตึงตัวได้ และอาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินที่สูงขึ้น กระทบต่อภาคเศรษฐกิจแท้จริงต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดา แต่ผลกระทบจริงจะเป็นอย่างไรบ้าง ต้องขึ้นกับปฏิกิริยาของตลาดด้วย" นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามดูผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา ยังไม่ได้ปรับขึ้นจนผิดปกติ สะท้อนว่าตลาดการเงินเองก็มองว่า สุดท้ายแล้ว ปัญหาดังกล่าว น่าจะคลี่คลายลงได้ดี
กนง.มั่นใจรับตลาดเงินป่วนได้
สำหรับการเตรียมความพร้อมนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า กนง.ให้ความสำคัญเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยืดหยุ่นของการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ความพร้อมของเครื่องมือในการดูแลสภาพคล่องตลาดการเงิน การติดตามดูแลความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน
"ทั้งหมดนี้ กนง. ได้หารือ และมีความมั่นใจว่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้"
จับตา31ต.ค.วันผิดชำระหนี้
กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า ในวันที่ 17 ต.ค. หนี้ของรัฐบาลจะพุ่งขึ้นชนเพดาน และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความสามารถของรัฐบาลในการชำระเงิน
โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐจะถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรจำนวนมากในวันที่ 31 ต.ค.นี้ และจะต้องชำระหนี้ผูกพันอีก 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในวันที่ 1 พ.ย.
นักวิเคราะห์หลายคนจึงมองว่าวันที่ 31 ต.ค.อาจจะเป็นวันที่สหรัฐผิดนัดชำระหนี้ ถ้าหากสภาคองเกรสยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ด้านนายเอลเลียต คลาร์ก นักเศรษฐศาสตร์จากเวสต์แพค แบงก์ กล่าวว่า วันสำคัญที่ต้องจับตาดูก็คือวันที่ 15 พ.ย. ซึ่งสหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตร 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์
"มูดี้ส์ และ เอสแอนด์พี ตัดสินแล้วว่า การผิดนัดชำระหนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสหรัฐผิดนัดจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้น วันที่ 15 พ.ย. จึงเป็นวันที่สำคัญ ตลาดจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ ยังไม่มีใครรู้เพราะเราไม่เคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ"
นายกฯ สั่งจับตารับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ด้าน นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานกำกับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจวานนี้ว่าได้มีการติดตามสถานการณ์ปิดทำการหน่วยงานของรัฐบาล สหรัฐ ซึ่งปิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องงบประมาณและการขยายเพดานหนี้
"ที่ประชุมประเมินสถานการณ์ในสหรัฐที่เกิดขึ้น ไม่น่าเป็นห่วงมากนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อไทย เนื่องจากแม้เส้นตายจะอยู่ในวันที่ 17 ต.ค. แต่รัฐบาลสหรัฐยังมีเงินอยู่ในมือถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มีภาระก้อนแรกที่ต้องจ่ายมีประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์"
ดังนั้น ผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้จะไม่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงต้นเดือนพ.ย. แต่ที่น่าเป็นห่วง คือในวันที่ 15 พ.ย. จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สหรัฐต้องจ่ายอีกกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งต้องมีการหาทางขยายเพดานหนี้ และหากตกลงกันไม่ได้จะกระทบประเทศอื่น รวมทั้งสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐไปยังประเทศอื่นด้วย
เผยกนง.เตรียมมาตรการฉุกเฉินรับมือ
นายธีรัตถ์ กล่าวว่า นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท.สายตลาดการเงิน รายงานว่าไทยมีความพร้อมรับสถานการณ์ โดยปัจจุบันมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทไทยยังเคลื่อนไหว 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ต้องเตรียมพร้อมการที่เงินทุนไหลกลับไปยังสหรัฐหากสถานการณ์คลี่คลาย
หากว่าสหรัฐแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็จะทำให้เงินไหลออกนอกสหรัฐไปลงทุนในประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเงินเหล่านี้จะไหลไปลงทุนในสกุลเงิน เช่น ยูโร ฟรังก์สวิส และเงินเยนก่อน จากนั้นจึงจะไหลเข้าตลาดใหม่อย่างประเทศไทย ดังนั้นจะไม่กระทบเศรษฐกิจไทยระยะสั้น ขณะเดียวกัน กนง. ก็พร้อมจะใช้มาตรการเหมาะสมในการดูแลสถานการณ์กรณีที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น
ส่วนกรณีที่พันธบัตรสหรัฐที่ ธปท.ถืออยู่ และมีบางส่วนที่มีกำหนดไถ่ถอนในช่วงสิ้นเดือนต.ค. ธปท.จะพิจารณาการเปลี่ยนไปถือพันธบัตรที่มีอายุยาวมากขึ้น เพื่อไม่กระทบกับการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ และ ธปท.ยังคงได้ดอกเบี้ยจากการลงทุนดังกล่าว
"วันนี้เราไม่ได้ห่วงว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ที่เป็นห่วงคือสถานการณ์ในสหรัฐ"
คลังชี้ศก.ไทยแกร่งรับมือปัญหาสหรัฐได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาวะตลาดการเงินทั่วโลกในระยะสั้นนั้นจะยังมีความผันผวนต่อไป โดยเป็นผลมาจากปัญหาเพดานหนี้สหรัฐที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่าสหรัฐยังไม่มีการฟื้นตัวที่เพียงพอและจะส่งผลให้สหรัฐจะไม่ปรับลดมาตรการคิวอี
"ปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐนั้น หากไม่สามารถแก้ไขได้จนส่งผลให้ต้องผิดนัดชำระหนี้ เชื่อเศรษฐกิจไทยจะมีความแข็งแกร่งในการรับมือได้"
ปัจจุบัน ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง อยู่ที่ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้ของประเทศที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ และมีเงินทุนสำรองสูงกว่าหนี้ที่ครบกำหนดชำระใน 1 ปีสูงถึง 2.6-2.7 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการรับมือวิกฤติ
ฟิทช์จ่อหั่นเครดิตสหรัฐ
สำหรับการแก้ปัญหาของสหรัฐ จะถึงกำหนดเส้นตายในวันนี้ (16 ต.ค.) เวลา 11.00 น. ตามเวลาไทย หลังจากมีการเจรจายาวนานหลายสัปดาห์ยังมีข้อยุติไม่ได้
ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ เตือนว่า อาจมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงจากระดับ AAA โดยระบุถึงความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐ
ฟิทช์ แสดงความเห็นต่ออันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้ใน "เครดิตพินิจเชิงลบ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงของสหรัฐในการผิดนัดชำระหนี้ในระยะใกล้ได้เพิ่มสูงขึ้น ถ้าหากไม่มีการเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันเวลา โดย ฟิทช์ ให้เวลาจนถึงสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2014 ในการตัดสินใจว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐหรือไม่
ฟิทช์ เป็นสถาบันเพียงแห่งเดียวในบรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ 3 แห่ง ที่ระบุว่าอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐมีแนวโน้มเชิงลบ ขณะที่ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ลงสู่ AA- โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพในเดือนส.ค. 2011 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเพดานหนี้เช่นกัน ฟิทช์ ย้ำว่า ความล่าช้าในการเพิ่มอำนาจการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐ ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อความ สามารถของรัฐบาลสหรัฐในการปฏิบัติตามภาระผูกพันของประเทศ
ทางด้าน มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ไว้ที่ Aaa โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ









