เปิดผลตอบแทนกองทุน 9 เดือนแรก ลงทุนหุ้นโลกผลตอบแทนสูงสุด 14% หุ้นไทย 3.58% ทองคำแย่สุดๆติดลบ 18.7%
ธุรกิจกองทุนรวมปีนี้ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) มองว่า จะมีโอกาสเติบโตขึ้นถึงระดับ 10% จากสิ้นปี 2555 อยู่ที่ 2.60 ล้านล้านบาท เพราะปัจจุบันอยู่ 2.80 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.26% การเติบโตหลักช่วงท้ายปี มาจากกองทุนประหยัดภาษีที่คาดจะมีเงินไหลเข้ามาไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนเห็นประโยชน์จากการลงทุนระยะยาวในหุ้น
"เรื่องเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ มีโอกาสไม่มากที่จะมีปัญหาขึ้น แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดกังวล และทำให้ผันผวนได้ ดังนั้นการกระจายลงทุน จะเป็นสิ่งที่ดีสุดสำหรับนักลงทุน"
นายเอกชัย จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีเงินลงทุนเข้ามาในกองทุนประหยัดภาษีอีกไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเข้ามาในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เฉลี่ยเท่าๆ กัน 10,000 ล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมยังเติบโตดีต่อเนื่อง ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีกองทุนไอพีโอ 618 กอง มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกองตราสารหนี้ 86.1% กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 5.9% และเป็นกองทุนหุ้น 2.7%
ขณะที่มีกองทุนที่ครบอายุ 613 กองทุน มูลค่า 1.13 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกองตราสารหนี้ 93.4% กองทุนหุ้น 2.0% ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมกองทุนเฉลี่ย 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนระดับหนึ่งว่า นักลงทุนยังสนใจลงทุนกองทุนรวมมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทรงตัวระดับต่ำเช่นนี้
"ปัจจุบันธุรกิจกองทุนรวม มีสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ใหญ่สุด 57% เป็นกองทุนหุ้น 23% โดยอุตสาหกรรมกองทุนรวมเติบโตก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2550 และแนวโน้มยังเติบโตต่อเนื่อง"
ส่วนนายพีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนแรกกลุ่มกองทุนหุ้นโลกให้ผลตอบแทนสูงสุด 14.06% ขณะที่หุ้นไทย ที่เป็นกองหุ้นขนาดใหญ่ให้ผลตอบแทน 3.58% และกองหุ้นขนาดเล็กให้ผลตอบแทน 2.61% ด้านกองทุนทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ 18.7% ส่วนกองทุนน้ำมันให้ผลตอบแทน 7.34%
ทั้งนี้พบว่านักลงทุนไทย หันมาสนใจลงทุนหุ้นมากขึ้น (กองหุ้นปกติ) ช่วง 9 เดือนแรก มีเงินไหลเข้ากองทุนหุ้น 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นไหลเข้ากองหุ้นขนาดใหญ่ 14,000 ล้านบาท และกองหุ้นขนาดกลางและเล็ก 31,000 ล้านบาท และนับเป็นการไหลเข้ากองทุนหุ้นต่อเนื่อง 16 เดือนติดต่อกัน สะท้อนว่ามีความสนใจลงทุนหุ้นเพิ่มมากขึ้น
"กองทุนหุ้นต่างประเทศ ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน มีเงินไหลเข้ากองหุ้นโลกและกองหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) 5,700 ล้านบาท และ 2,500 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กองทุนทองคำมีเงินไหลออก 660 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนสนใจลดลง และผลตอบแทนน่าผิดหวัง ทั้งนี้กองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุ (Term Fund) ยังเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีเงินไหลเข้าแล้วกว่า 2.0 แสนล้านบาท"
ส่วนกองทุนแอลทีเอฟ เริ่มเห็นสัญญาณการเข้าซื้อช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมียอดเงินลงทุนทั้งปีไหลออก 4,270 ล้านบาท คาดไตรมาสสุดท้ายน่าจะมีเงินไหลเข้าอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เงินไหลเข้าสุทธิทั้งปีใกล้เคียงกับปี 2555 ที่ผ่านมา 6,000 ล้านบาท
ขณะที่เงินลงทุนในกองทุนอาร์เอ็มเอฟ ยังเข้ามาต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยช่วง 9 เดือนแรกมีเงินไหลเข้าแล้ว 6,723 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสสุดท้าย น่าจะไหลเข้ามาได้อีก 8,000 ล้านบาท ปัจจุบันนักลงทุน ลงทุนผ่านกองทุนประหยัดภาษีที่มีนโยบายลงทุนสูงขึ้นตามลำดับ จากปี 2554 มีสัดส่วน 27.24% เพิ่มเป็น 35.24%
ส่วนบรรยากาศหุ้นไทยวานนี้ (15 ต.ค.) ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.06 จุด มาอยู่ที่ 1472.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,351.94 ล้านบาท
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ช่วงนี้ตลาดหุ้นยังคงผันผวน เนื่องจากปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการลงทุน จึงแนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวังและติดตามข่าวสารใกล้ชิด
"ประเด็นเรื่องเพดานหนี้สหรัฐต้องรอดูในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งหากยังตกลงกันไม่ได้จะกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเรื่องหนี้สหรัฐถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ส่วนประเด็นคิวอีต้องรอดูว่า จะมีความชัดเจนเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นตลาดหุ้นคงจะผันผวนน้อยลง เพราะต้องมีการลดและยกเลิกคิวอีอยู่แล้ว ช่วงควรเน้นลงทุนหุ้นมีพื้นฐานดีเป็นหลัก ระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจอยู่ในระดับสูง" นายจรัมพร กล่าว
สอดคล้องกับมุมมองของนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เพดานหนี้ของสหรัฐฯ จึงต้องรอดูว่าจะตกลงกันเสร็จเมื่อไหร่ หากตกลงกันได้ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะคลี่คลายมากขึ้น แต่หากยังไม่มีความชัดเจน ก็คงจะกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น จึงแนะนำให้ถือครองเงินสด และติดตามข่าวสารใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยลบจากภายนอกและควบคุมไม่ได้ แม้การเจรจาดังกล่าวจะตกลงกันได้ในท้ายที่สุด แต่ขึ้นอยู่ว่าข้อตกลงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่






