"พีทีทีจีซี"ยอมรับ 3 ปัญหาใหญ่ในรอบปี กระทบรายได้กว่า 2.4 พันล้านบาท คาดแนวโน้มธุรกิจปี 57 ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มอ่อนตัวลง
นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่และกรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่บริษัทประสบปัญหาเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งกระทบต่อรายได้และกำไรถึง 3 เหตุการณ์สำคัญ จากการประเมินเบื้องต้นคิดเป็นมูลค่า 2.4 พันล้านบาท คือ 1.เหตุโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกแอลดีพีอีที่เพิ่งเดินเครื่องผลิตปลายปี 2555 เกิดอุปกรณ์สำคัญขัดข้องจนต้องหยุดซ่อมบำรุงตั้งแต่เดือนก.ค. 2556 ซึ่งกระทบต่อกำไรสุทธิประมาณ 600 ล้านบาท
2.เหตุการณ์น้ำมันรั่วกลางทะเลบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ปลายเดือนก.ค.2556 ซึ่งตั้งเป็นสำรองค่าใช้จ่ายไว้โดยจะปรากฏในงบการเงินของไตรมาส 3 ประมาณ 700-1,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าชดเชยผลกระทบที่จ่ายไปแล้ว และค่าใช้จ่ายสำหรับหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฟื้นฟู ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และ3.ความเสียหายจากการหยุดโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 5 ของปตท.จากอุปกรณ์สำคัญที่โดนฟ้าผ่าในช่วงกลางเดือนส.ค.2556 สูญเสียรายได้เดือนละประมาณ 400 ล้านบาท ล่าสุดเดินเครื่องผลิตได้แล้ว 50% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท
"ผลประกอบการช่วงไตรมาส 3 จะมีความชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่การดำเนินการตามแผนประหยัดพลังงานจนค่าใช้จ่ายลดลง 2% ของค่าใช้จ่ายรวม จะมีส่วนช่วยเพิ่มผลกำไรให้กระเตื้องขึ้นจากผลกระทบของ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว"
สำหรับแนวโน้มปี 2557 ในส่วนของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน คาดว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะลดลงเล็กน้อย คือเฉลี่ยประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากค่าเฉลี่ยของปี 2556 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีในกลุ่มอะโรเมติกส์ช่วงครึ่งหลังปี 2556 ส่วนต่างของราคาพาราไซลีนลดลงเล็กน้อยจากช่วงครึ่งปีแรก แต่ส่วนต่างของราคาเบนซีนจะยังอยู่ในระดับดี แต่แนวโน้มปี 2557 ทั้งราคาพาราไซลีนและเบนซีนจะปรับตัวลดลงจากการมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามา ขณะที่กลุ่มโอเลฟินส์ ราคาส่วนต่างในครึ่งปีหลังดีขึ้น และแนวโน้มปี 2557 ราคาส่วนต่างน่าจะใกล้เคียงปีนี้ จึงประเมินภาพรวมรายได้ปี 2557 ว่าน่าจะใกล้เคียงกับปี 2556 เพราะคงไม่มีเหตุการณ์สำคัญที่ไม่คาดคิดจะกระทบต่อรายได้
สำหรับความคืบหน้าในการลงทุนต่างประเทศโดยร่วมมือกับบริษัท ไซโนเคมของจีนมีแนวโน้มดีมาก จากเดิมที่มีความร่วมมือเรื่องการศึกษาตลาดเม็ดพลาสติก โดยหารือถึงการร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในจีนในผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูง คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้ เช่นเดียวกับโครงการร่วมทุนกับเปอร์ตามิน่า บริษัทพลังงานแห่งชาติของอินโดนีเซียในการลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ซึ่งคาดว่าใช้เงินลงทุน 4 -5 พันล้านดอลลาร์ โดยสัญญาร่วมทุน(Joint Venture Agreement)จะชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งจะรวมถึงโครงการที่จะลงทุนและมูลค่าการลงทุน
ขณะที่การศึกษาการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกับบริษัทเปโตรนาสของมาเลเซีย และอิโตชูของญี่ปุ่น ยังไม่มีความคืบหน้ามากนักเพราะติดปัญหาเรื่องที่ดิน
"ภาพรวมการลงทุนของพีทีทีจีซี เฉพาะการลงทุนภายในของบริษัทจะอยู่ที่ปีละประมาณ 7 พันล้านบาท ยังไม่รวมโครงการร่วมทุนในต่างประเทศ โดยบริษัทจะสร้างการเติบโตของรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี"
สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ดนั้น บริษัทจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ประกอบการและชาวประมงที่ได้รับผลกระทบแล้ว 5,000 ราย วงเงิน 400-500 ล้านบาท จากจำนวนผู้ยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือ 1.6 หมื่นราย โดยส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ









