กรมชลฯแจงปริมาณน้ำ"กบินทร์"สูงสุดรอบ 50 ปี แจงรัฐเดินหน้าระบบป้องกันอุทกภัย โครงการ 3.5 แสนล้านบาท มั่นใจกรุงเทพ-ปริมณฑล"น้ำไม่ท่วม"
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ กบินทร์บุรี และพื้นที่ในภาคอีสานบางส่วน แม้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อตัวโรงงาน เช่นเดียวกับกับปี 2554 แต่เหตุการณ์"น้ำท่วม" ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติในขณะนี้
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบชลประทานในการบริการและป้องกันน้ำท่วม ซึ่งระบบดังกล่าวออกแบบมาสำหรับภาคเกษตรและได้พัฒนามาดูแลปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพดูแลโดยตรง ซึ่งปริมาณน้ำในระบบ 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ระบบชลประทานสามารถดูแลและบริหารจัดการไม่ให้เกิดเหตุน้ำท่วมได้ แต่หากเกินปริมาณดังกล่าว เช่น ในปี 54 ที่มีปริมาณน้ำ 4,000-5,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จะไม่สามารถดูแลและป้องกันได้และต้องใช้ระบบป้องกันอุทกภัย มาแก้ไขปัญหา
สำหรับการลงทุนโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาท เป็นการลงทุนที่วางระบบป้องกันอุทกภัยในเขตุลุ่มเจ้าพระยา พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลเป็น 3 แสนล้าน และอีก 5 หมื่นล้านลงทุนในอีก 17 ลุ่ม รวมทั่วประเทศ เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศ
"วันนี้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของระบบป้องกันอุทกภัย แต่การดำเนินการทั่วประเทศจะต้องใช้งบประมาณสูง ดังนั้นจะเริ่มในจุดสำคัญทางเศรษฐกิจก่อน" นายเลิศวิโรจน์ กล่าว
ปริมาณน้ำกบินทร์สูงสุดรอบ50ปี
สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ตลาดเก่า กบินทร์บุรีขณะนี้ พบว่าได้ทำลายสถิติระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2503 หรือ กว่า 50 ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 11.95 เมตร จากแนวตลิ่งซึ่งอยู่ที่ 9 เมตร แต่ในเดือนต.ค.ปีนี้ปริมาณน้ำสูงสุดอยู่ที่ 11.99 เมตร หรือทำลายสถิติในรอบกว่า 50 ปีไปแล้ว และพบว่าช่วง 4 ปีหลังมีปริมาณน้ำท่วมกบินทร์บุรีทุกปี
ในรอบปีนี้พื้นที่กบินทร์บุรี ได้รับปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก 3 ครั้ง โดยวันที่ 9 ก.ย.จากปริมาณฝนตกหนัก จากร่องและหย่อมความกดอากาศ ,วันที่ 19-21 ก.ย. จากอิทธิพลของพายุ และล่าสุดร่องและมรสุม วันที่ 2-7 ต.ค. ที่ผ่านมาและกำลังคลี่คลาย ภายใน 7 วันจากนี้ ส่วนพายุโซนร้อนนาริล่าสุด คาดไม่กระทบกับประเทศไทยมากนัก เพราะเชื่อว่าจะอ่อนกำลังที่เวียดนามก่อนเข้าไทยในกลางสัปดาห์หน้า
เชื่อปีนี้"กรุงเทพ"น้ำไม่ท่วม
นายเลิศวิโรจน์ กล่าวอีกว่าสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีนี้จะ "ไม่ส่งผล" แน่นอน โดยประเมินจากสถานการณ์น้ำเหนือปีนี้ไม่มีปัญหา ขณะที่ปริมาณฝนตกเริ่มลดลง อีกทั้งมีการบริหารจัดการปริมาณน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ดี
"เชื่อว่ากรุงเทพฯและปริมณฑล จะไม่เจอสถานการณ์การน้ำท่วมปีนี้ เพราะมีระบบเครือข่ายชลประทานและระบบบริหารและป้องกันน้ำของกทม. หากมีผลกระทบน้ำท่วมจากปริมาณฝนตกหนัก จะไม่ท่วมนานเป็นวันๆ แต่อาจท่วมขังเป็นชั่วโมงเท่านั้น"
ขณะที่พื้นที่ปริมณฑล ในจ.ปทุมธานี ได้ดำเนินการซ่อมแซมและสร้างคันป้องกันน้ำไว้พร้อมแล้ว เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ซ้ำซากเช่นกัน ปัจจุบันเชื่อว่ายังบริหารจัดการได้ตามสถานการณ์และ"เอาอยู่"
กระทบซัพพลายเชนทุกนิคมฯ
นายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคกบินทร์บุรี กล่าวว่าปัญหาปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ จนทำให้เกิดน้ำท่วม นอกจากสภาพอากาศและพายุ ส่วนหนึ่งมาจาก global warming ที่ทำให้มีปริมาณน้ำท่วมทำลายสถิติในรอบหลายปีในพื้นที่ต่างๆ เช่น จ.อยุธยา ในปี 2554 ถือเป็นสถิติปริมาณน้ำสูงสุดในรอบ 70ปี
จากปัญหาน้ำท่วม จ.อยุธยา ปี54 ซึ่งนิคมฯไฮเทคอยุธยาได้รับผลกระทบ ในรอบ 24 ปี จึงหาพื้นที่ใหม่สร้างนิคมอุตสาหกรรม โดยเลือกกบินทร์บุรี ซึ่งพื้นที่นิคมฯไฮเทค อยู่พื้นที่เนินสูงกว่าน้ำทะเล 30 เมตร
แต่การบริหารนิคมฯ หัวใจสำคัญคือต้องเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกับพื้นที่อื่นๆ จากการรับและส่งชิ้นส่วนการผลิตไปประกอบในโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมฯอื่นๆ ในพื้นที่นิคมกบินทร์บุรี ส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนให้กับนิคมอมตะและระยอง ดังนั้นหากเกิดปัญหาน้ำท่วมระบบขนส่ง แม้ไม่ท่วมพื้นที่โรงงาน จะกระทบระบบซัพพลายเชนนิคมฯอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ลงทุนระบบป้องกันอุทกภัย
นายทวิช กล่าวอีกว่าต้องการให้ภาครัฐจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่มีระบบชลประทาน อีกทั้งไม่มีระบบป้องกันอุทกภัย ทั้งการบรรเทาเมื่อเกิดเหตุ ภาครัฐจำเป็นต้องแก้ไขพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบทุกปี
"จะเห็นได้ว่าตัวเลขปริมาณน้ำ จะทำลายสถิติทุกปี เริ่มจาก จ.อยุธยาปี 54 กบินทร์บุรีปีนี้ เชื่อว่าปีต่อๆ ไปปริมาณน้ำจะ ทำลายสถิติในพื้นที่อื่นๆ เช่นกัน"
สำหรับแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ ภาครัฐควรดำเนินการในรูปแบบ Single Commandและอาจต้องพิจารณาจัดตั้งกระทรวงน้ำ ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ รวมทั้งต้องการให้รัฐบาล จัดสรรงบประมาณบางส่วนจากโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท บริหารจัดการระบบป้องกันอุทกภัยโดยภาพรวม เช่นพื้นที่แก้มลิง และพื้นที่ชะลอน้ำ
ป้องกันนิคมฯเรียกเชื่อมั่นลงทุน
นายทวิช กล่าวว่าหากภาครัฐมีแนวทางการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทุกภาคส่วนจะได้ผลประโยชน์ เช่นการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันนิคม 5-6 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 54 หลังจากสร้างเขื่อนแล้วเสร็จ เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้อีก 50 ปี ในพื้นที่ จ.อยุธยา จ.ปทุมธานี
อย่างไรก็ตามยังมีพื้นที่นิคมฯอื่นๆ ที่ภาครัฐยังไม่ได้ดำเนินการ เช่น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ที่เป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเช่นกัน และสถิติปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปี และทำลายสถิติในรอบ 30-50 ปี และอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต จึงต้องการให้รัฐบาลจัดสรรงบมาป้องกันอุทกภัยในพื้นที่อุตสาหกรรมในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนให้นักลงทุนทั้งในและต่างชาติ
ปัจจุบันกระแสการลงทุนจากต่างประเทศในช่วง ส.ค.-ธ.ค.56 และการส่งออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาคส่งออกที่เคยเติบโตปีละ 15% ปีนี้อาจเห็นที่ 2%
"ประเทศไทยยังต้องการการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก แต่ปีนี้อยู่นักลงทุนในภาวะ wait and see ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนทั่วโลกชะลอตัว แต่หากมีปัจจัยที่ไทยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจากต่าง ชาติได้ เชื่อว่าจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว" นายทวิช กล่าว
น้ำท่วม62โรงงานเสียหาย83ล้าน
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่าสำหรับสถานณ์น้ำท่วมในภาพรวมทั่วประเทศ ล่าสุดมีโรงงานนอกนิคมฯถูกน้ำท่วมไปแล้ว 62 โรงงาน มูลค่าความเสียหาย 83.7 ล้านบาท โดยโรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือโรงงาน บริษัทไท่ผิงเอทานอล จำกัด อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว เนื่องจากมีน้ำท่วมสูงถึง 1 เมตร ทำให้ต้องหยุดการผลิต มีมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสียหายจากสต็อกมันสำปะหลัง ส่วนเครื่องจักรยังไม่เสียหาย คาดจะเดินเครื่องผลิตได้ภายใน 1 เดือนหลังจากน้ำลด
โรงงานที่ถูกน้ำท่วม 62 โรง เป็นโรงงานใน จ.อุบลราชธานี 10 โรง ศรีสะเกษ 16 โรง นครนายก 13 โรง ปราจีนบุรี 7 โรง จันทบุรี 1 โรง ชัยภูมิ 5 โรง บุรีรัมย์ 2 โรง และสระแก้ว 8 โรง ซึ่งกรมโรงงานจะเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือหลังจากน้ำลด เพื่อให้กลับมาดำเนินการผลิตให้เร็วที่สุด
ขณะนี้เป็นห่วงโรงงานที่อยู่นอกนิคมโดยเฉพาะสวนและเขตอุตสาหกรรมที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต จ.อยุธยา และจ.ปทุมธานี เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือเริ่มไหลเข้าสู่บริเวณนี้ โดยเฉพาะสวนอุตสาหกรรมแฟกตอรี่เฮ้าส์ จ.ปทุมธานี ที่อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 1 กิโลเมตร มีโรงงาน 20 โรง ส่วนใหญ่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และชิ้นส่วนพลาสติก ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปเฝ้าติดตามสถานการณ์ และประสานงานป้องกันน้ำท่วม
น้ำขึ้น-น้ำลงปากเกร็ดท่วมหมื่นหลัง
นายวิศิษฎ์ พวงเพชร นายอำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี เปิดเผยว่าปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง และน้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของ อ.ปากเกร็ด กว่า 10,000 หลังคาเรือน อาทิ ต.เกาะเกร็ด ที่เกิดน้ำท่วมทั้งตำบล
ด้านนายชัชวาลย์ เบ็ญลาเซ็ง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย(ปภ.) จ.นนทบุรี กล่าวว่า พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมตามจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลงวันละ 2 ครั้ง เมื่อน้ำลงก็จะแห้งเป็นปกติ โดยมีพื้นที่เสี่ยง 27 ตำบล 7 ชุมชน 60 หมู่ อาทิ อ.เมือง จ.นนทบุรี บริเวณวัดไทรม้าเหนือ อ.ปากเกร็ด ที่ ต.เกาะเกร็ด ทั้งตำบล ต.ท่าอิฐ เฉพาะที่ติดกับแม่น้ำ อ.บางบัวทอง ที่ ต.พิมลราช หมู่ที่ 1-2
ปภ.ชี้พื้นที่เกษตรเสียหายพุ่ง3.2ล้านไร่
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.2556 ถึงปัจจุบันเกิดสถานการณ์อุทกภัยรวม 41 จังหวัด 302 อำเภอ 1,849 ตำบล 14,700 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,027,348 ครัวเรือน 3,496,630 คน บ้านเรือนเสียหาย 20,542 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 3,254,417 ไร่ ผู้เสียชีวิต 37 ราย ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 12 จังหวัด และยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 29 จังหวัด









