เวิลด์แบงก์หั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 4% จาก 5.3% คาดปีหน้าโตได้ 4.5% เหตุ ลงทุน-บริโภคครัวเรือนชะลอ-ส่งออกร่วง ปัญหาคลังสหรัฐยืดเยื้อ
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย แถลงทบทวนภาวะเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก วานนี้ (7 ต.ค.) ว่า ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือ 4% จากเดิมเมื่อต้นปีที่ 5.3% เพราะครึ่งปีแรกชะลอตัวเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากการบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัว และการส่งออกดีขึ้นอย่างช้าๆ หลังมองการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังปีนี้น่าจะฟื้นตัวได้มากขึ้น
นางสาวกิริฎา กล่าวว่า การบริโภคภาคครัวเรือนโตช้าลง แม้ช่วงครึ่งปีหลังนี้การนำเข้าอาจดูดีขึ้น แต่การบริโภคและการลงทุนไม่ได้โตมากอาจทำให้การนำเข้าชะลอตัวด้วยเช่นกัน และเมื่อดูดุลการค้าอาจไม่ติดลบแต่ทำให้ธนาคารโลกคาดว่าจีดีพีปีนี้น่าจะอยู่ราว 4% และคาดการณ์จีดีพีปีหน้าที่ 4.5% ลดลงจากเดิมให้ไว้ 5%
"อาจมีการปรับอีกที่หนึ่งคงประมาณปลายปีนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและจีน และต้องมาดูการส่งออกกับการบริโภคภาคครัวเรือนช่วง 4 เดือนหลังของปีนี้กันอีกทีว่าจะชะลอมากหรือไม่หรือชะลอน้อยกว่าคาดไว้ แต่เศรษฐกิจของไทยในปีหน้า คาดว่าจะขยายตัวในอัตราสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะเริ่มดำเนินการได้"
ปรับให้ส่งออกปีนี้โต 2.5%
การส่งออกของไทยนั้น นางสาวกิริฎา กล่าวว่า หากมองในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารโลกคาดว่าส่งออกโต 2.5% ปีนี้ จากเดิมในเดือนเม.ย.คาดไว้อยู่ที่ระดับกว่า 5% แต่ที่ให้ทั้งปีนี้ 2.5%ปีนี้เพราะมองจากช่วง 4 เดือนที่เหลือน่าจะโตได้ 5% ซึ่งเฉลี่ยทั้งปีนี้ก็น่าจะได้ตามคาดไว้ 2.5% และการส่งออกของไทยปีหน้า คิดว่าน่าจะโตกว่า 5% ส่วนการนำเข้าปีนี้โตแค่ 4.5% และถ้าดูดุลการค้ายังคงเป็นบวกอยู่
"เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจึงประมาณการว่าการส่งออกช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้มากกว่าครึ่งปีแรก การส่งออกไทยน่าจะโต จากการที่เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นส่งออกทั้งปีนี้ที่ 2.5% น่าจะทำได้ ซึ่งดูตัวเลขส่งออกแต่ละเดือนว่าจะโตได้เดือนละกี่ล้าน บางเดือนก็ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ บางเดือนก็ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์"
ชี้3ปัจจัยเสี่ยงฉุดจีดีพีไทย
เมื่อให้ลำดับความสำคัญของปัจจัยเสี่ยง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย นางสาวกิริฎา กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจจีนเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะหากเศรษฐกิจโลกและจีนชะลอตัวในทันทีการส่งออกของไทยก็จะชะลอตัวลงในทันทีเช่นกัน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเห็นได้ชัดและเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
นอกจากนี้ ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในระยะข้างหน้าผันผวนไปด้วย อาจกระทบกับการส่งออกและนำเข้าของไทยด้วย ดังนั้นผู้ส่งออกต้องตั้งตัวให้ดี เนื่องจากทุนที่ไหลเข้าออกค่อนข้างผันผวน
ส่วนความเสี่ยงอันดับ 3 นางสาวกิริฎา กล่าวว่า เป็นเรื่องหนี้ในภาคครัวเรือนขณะนี้อยู่ในระดับสูง ในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่ดีต้องได้การใช้จ่ายภายในประเทศมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การที่หนี้ภาคครัวเรือนสูงจะให้การบริโภคภาคครัวเรือนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกในปีหน้ามากเหมือนในปีนี้คงไม่ได้ จึงเป็นอีกความเสี่ยงอาจทำให้เศรษฐกิจอาจไม่โตอย่างที่ควรจะเป็น
ความเสี่ยงสุดท้ายในมุมมองของนางสาวกิริฎา เป็นความล่าช้าของโครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโตได้ในปีหน้า และถ้ายังล่าช้าอย่างในปีนี้ก็จะไม่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้าให้โตอย่างที่คาดไว้
"หากความเสี่ยงทั้งหมด 4 เรื่องเกิดขึ้นจริง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าอาจโตไม่ถึงอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนนี้ ส่วนความไม่สงบทางการเมืองเชื่อว่าอาจส่งผลกระทบโดยตรงถึงความเสี่ยงสุดท้ายคือทำให้โครงการลงทุนภาครัฐล่าช้าต้องเลื่อนออกไป แต่เชื่อว่าภาคธุรกิจกับเศรษฐกิจก็ยังดำเนินต่อไปได้ หากไม่ปิดถนน ท่าเรือและสนามบิน" นางสาวกิริฎา กล่าว
จีดีพีเอเชียลดลงเล็กน้อย
นายเบิร์ต ฮอฟแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชีย ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจโลกขณะนี้ฟื้นตัวไปได้ดีขึ้น เพราะสหรัฐก็ขยายตัวได้ดีขึ้นคาดว่าจะโต 2.5% ปีนี้ ส่วนยูโรโซนกับญี่ปุ่นเริ่มออกจากภาวะถดถอยแล้ว
เมื่อกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ธนาคารโลกได้ปรับลดการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ไม่รวมจีนลดลงเล็กน้อยปีนี้เหลือ 5.2% จากเดิมให้ 5.7% ส่วนปีหน้าเหลือ 5.3% จากเดิมให้ 6%
ส่วนการขยายตัวของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขยายตัวลดลงเล็กน้อยเช่นเหลือ 5.1% ปีนี้ จากเดิมให้ไว้ 5.4% และปีหน้าเหลือ 5.1% จากเดิมที่ให้ 5.7%
"เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยังคงเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 40%ของการขยายตัวของจีดีพีโลกมาจากภูมิภาคนี้ถือว่ามากกว่าภูมิภาคอื่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่เร่งตัวขณะนี้ ทำให้ถึงเวลาที่ประเทศกำลังพัฒนาควรปฏิรูปโครงสร้างและนโยบายเพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้ยั่งยืน" นายแอ็กเซล ฟาน ทร็อตเซ็นเบิร์ก รองประธานธนาคารโลกฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออก ให้ความเห็น
การคลังชะงักฉุดจีดีพีสหรัฐหาย2%
ทั้งนี้นายฮอฟแมน ได้ให้ความเห็นถึงภาวะชะงักงันทางการคลังของสหรัฐขณะนี้ว่า ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำหรับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกรวมไทย นอกเหนือจากคาดการณ์สหรัฐเตรียมลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) และความเสี่ยงภาวะจีนชะลอตัวกับการใช้นโยบายการเงินลดการเติบโตของสินเชื่อในจีน
นายฮอฟแมน ระบุว่า ธนาคารโลกได้มีการศึกษาแบบจำลองและตั้งสมมติฐานที่ว่าหากภาวะชะงักงันทางการคลังของสหรัฐแก้ไขไม่ได้เป็นเวลานาน คงส่งผลต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถ้าภาวะนี้เกิดขึ้นยาวนานไปจะส่งผลให้สหรัฐสูญเสียการเติบโตเท่ากับ 2%ของจีดีพี และหากสหรัฐเติบโตลดลงทุก 1% จะส่งผลกระทบฉุดจีดีพีเอเชียหายไป 0.5%
นายฮอฟแมน กล่าวว่า กรณีที่กลัวกันว่าในวันที่ 17 ต.ค. นี้ สหรัฐจะไม่มีการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะถ้าไม่เพิ่มเพดานหนี้สหรัฐก็จะลำบากไม่มีเงินใช้ ดังนั้นจึงยากที่จะคาดการณ์และเป็นไปได้ยากที่จะปล่อยให้เกิดสถานการณ์ไม่เพิ่มเพดานหนี้ไว้เนิ่นนาน และน่าจะตกลงกันได้
"แต่ในกรณีตกลงกันไม่ได้ก็ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเองโดยตรงอย่างแน่นอน เพราะไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มบริการให้ประชาชน อาจเอาข้าราชการออกบ้างและจ้างเพิ่มก็ไม่ได้ หรือต้องปิดสำนักงานสหรัฐบ้าง กระทบชีวิตกับการบริโภคของข้าราชการสหรัฐโดยตรง"
ส่วน นายแมทธิว เวอร์กิส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในไทย ยอมรับผู้คนกังวลอาจไม่มีการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ และนักลงทุนเคยคิดว่าสหรัฐปลอดภัยที่จะเข้าไปลงทุน แต่หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบครั้งใหญ่โดยเฉพาะผู้ลงทุนในตราสารพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แต่เขาเชื่อว่าสหรัฐจะเพิ่มเพดานหนี้ก่อนกำหนดเส้นตาย และผลกระทบต่างๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้น









